รู้หรือป่าว !! ทำไม ตัวอักษรในแป้นพิมพ์ทั้งของเครื่องพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์ ถึงไม่เรียงกันตามลำดับอักษรเช่น A B C
สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก (เมื่อนับจากซ้ายมาขวา) ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกัน และถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้ เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย
การเรียงลำดับ อักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้น มีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆ ที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษร คือ เมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่ เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์ วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868 จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำ ร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์ เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิม จะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขามากนัก ทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัท เรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973 ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่าย ความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
ใน เวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ DVORAK ซึ่งเคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้น จนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทาง General Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐ ได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป
ทั้ง นี้ หลายคนอาจจะคิดว่า ปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้ว ดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไป แล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อน ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคงพอเดากันได้ว่าเป็นเพราะ เราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTY จนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว
วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ทำไมแป้นพิมพ์ ไม่เรียง A B C
วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สุดยอดเครื่องบินรบ
SR71- Blackbird
มันถูกสร้างให้บินได้เร็วกว่าความเร็วเสียงถึงสามเท่า และจะเผยต่อสาธารณชนในปี 1964 ด้วยการโฉบเฉี่ยวบนท้องฟ้าด้วยความเร็ว 3,000 ฟุตต่อวินาที สูงจากพื้นโลก 16 ไมล์ แบล๊คเบิร์ดสามารถซ่อนเร้นจากเครื่องบินรบและขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้ามได้ เมื่อแบล๊คเบิร์ดถูกปลดประจำการเมื่อปี 1990 จากกองทัพอากาศสหรัฐ มันยังครองสถิติเครื่องบินที่บินเร็วที่สุดในโลก
Black Aircrafts
ความจริงเบื้องหลังของความลับ มันคือ ยานบินล้ำสมัยแห่งอนาคตที่ถูกพัฒนาอย่างลับๆ ซึ่งมีชื่อว่า แบล๊ค แอร์คราฟต์ (Black Aircrafts) ที่ฐานบินอันห่างไกลในทะเลทรายแคลิฟอร์เนีย เครื่องบินทดลองที่เรียกว่า โลว์ไฟลต์ (Low flight) ย่อมาจากคำว่า การทดสอบการบินต่ำ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ก้าวไปไกลจากการบินแบบซุปเปอร์โซนิกหรือเร็วกว่าเสียง ไปเป็นไฮเปอร์โซนิก ซึ่งเร็วกว่าเสียง 5 เท่า ที่ความเร็ว 3,600 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือหนึ่งไมล์ต่อวินาที และจะเร็วกว่ากระสุนปืนไรเฟิล 2 เท่า
วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553
บิกินี ชื่อนี้มาจากไหน?
บิกินี ชื่อนี้มาจากนิวเคลียร์
เมื่อก่อนบิกินีเป็นสิ่งที่ล่อแหลมมาก ถึงเดี๋ยวนี้ก็เถอะ ผู้หญิงธรรมดา ๆ ใครจะกล้าใส่บิกินีลงเล่นน้ำ
ในช่วง ค.ศ.1930-1939 ชุดว่ายน้ำเริ่มเปิดเผยเนื้อตัวของผู้สวมใส่มากขึ้นทุกที ๆ จากชุดเปิดหลังพร้อมสายคาดบ่าเส้นเล็ก ก็พัฒนามาสู่ บิกินี ชื่อของแฟชั่นชุดว่ายน้ำแบบใหม่ล่าสุดนี้ เกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับจุดเริ่มต้นของยุคนิวเคลียร์วันที่ 1 กรกฏาคม ค.ศ.1946 สหรัฐอเมริกาเริ่มทำการทดลองนิวเคลียร์ในยามสงบ โดยทิ้งระเบิดปรมาณูลงบนเกาะประการังบิกินี ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กในแนวหมู่เกาะมาร์แชลในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากระเบิดปรมาณูที่ทดลองครั้งนี้เป็นชนิดเดียวกับ ที่ถล่มเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิจนราบคาบเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา
สื่อมวลชนทั่วโลกจึงให้ความสนใจกับข่าวทดลองนี้เป็นอย่างมาก
ในเวลาเดียวกับที่กรุงปารีส หลุยส์ เรอาด์ นักออกแบบชื่อดังของฝรั่งเศสกำลังเตรียมนำผลงานล่าสุดออกแสดงเป็นชุดว่ายน้ำแบบสองชิ้นซึ่งปกปิดร่างกายของผู้สวมใส่น้อยมากจนน่าใจหาย เรอาด์ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้ชุดว่ายน้ำแบบนี้เลย
หนังสือพิมพ์ทุกฉบับประโคมข่าวการทดลองระเบิดปรมาณูที่เกาะบิกินี เรอาด์อยากให้ผลงานออกแบบของเขาเรียกความสนใจจากสื่อมวลชนได้มากพอ ๆ กับข่าวการทดลอง เขาเชื่อว่าชุดว่ายน้ำแบบใหม่นี้น่าจะดังระเบิด เช่นเดียวกัน เขาจึงเลือกใช้ชื่อว่า บิกินี ซึ่งกำลังติดปากประชาชนทั่วไปอยู่
วันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ.1946 สี่วันหลังจากการทดลองระเบิด นางแบบชั้นนำ มิชาลิน เบอร์นาดี ออกเดินแบบ ในชุดบิกินีชุดแรกในประวัติศาสตร์แฟชั่น ปรากฏว่าในปีนั้น ชุดบิกินีได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียง ความห่วงใย รวมทั้งการประณามอย่างกว้างขวางมากกว่าระเบิดปรมาณูเสียด้วยซ้ำ
วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553
รู้มั้ย? ทำไม..ดินสอจึงมีแต่ ตัว H กับตัว B
หลาย คนคงจะรู้กันอยู่แล้วว่าไส้ของดินสอนั้นทำมาจากแกรไฟต์ แต่ถ้าลงลึกไปในรายละเอียดแล้วแกรไฟต์ไม่ใช่ส่วนผสมเดียวของไส้ดินสอ แต่ยังมีผงดินเหนียวและน้ำรวมอยู่ด้วย
หรือถ้าเป็นดินสอสีก็จะมีเม็ดสีเป็นอีกส่วนผสมหนึ่ง ซึ่งส่วนของแกรไฟต์และดินเหนียวที่ใช้มีความสำคัญกับคุณภาพของดินสอที่ได้ กล่าวคือ ยิ่งผสมดินเหนียวมากขึ้นเท่าไร ไส้ดินสอที่ได้ก็จะแข็งขึ้นและสีอ่อนลงเท่านั้นส่วนสัญลักษณ์ 2B ที่พวกเราคุ้นเคยกันนั้น เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของดินสอตามระบบแบบยุโรป ซึ่งจะวัดระดับของไส้ดินสอตาม H (Hardness) คือ ความแข็ง และ B (Blackness) คือ ความดำ รวมทั้ง F (Fine point) คือ ความละเอียดของเนื้อ
มาตรฐานดินสอที่ใช้เขียนกันทั่วไปอยู่ในระดับ HB ส่วนดินสอสำหรับระบายกระดาษคอมพิวเตอร์ ต้องใช้ความเข้มระดับ 2B ขึ้นไป
ทั้ง นี้ ดินสอที่ผลิตอยู่ในท้องตลาด มีตั้งแต่ 9H ซึ่งมีไส้ดินสอที่แข็งที่สุดแต่ให้สีอ่อนที่สุด ไล่ไปที่ 8H, 7H, 6H, 5H, 4H, 3H, 2H, H, F และ HB ซึ่งเป็นดินสอระดับมาตรฐานสำหรับงานเขียน ไปจนถึงระดับ B, 2B, 3B, 4B, 5B, 6B, 7B, 8B และ 9B ซึ่งเป็นดินสอที่มีไส้อ่อนที่สุดแต่ก็สีดำที่สุด
สรุป ได้ว่า ดินสอที่มีตัว H มากจะยิ่งให้สีอ่อนลงเรื่อยๆ ในทางตรงข้าม ดินสอที่มีตัว B มากจะยิ่งมีสีเข้มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยดินสอที่มีความเข้มมากจะใช้ในการแรเงา ส่วนดินสอที่มีความเข้มน้อยจะใช้ในการร่างภาพ
นอกจากเกณฑ์การวัดระดับไส้ดินสอตามระบบยุโรปแล้ว ยัง มีระบบตัวเลขที่ใช้กันในอเมริกา โดยดินสอเบอร์ 1= B, ดินสอเบอร์ 2 = HB, ดินสอเบอร์ 2 1/2 = F, ดินสอเบอร์ 3 = H และดินสอเบอร์ 4 = 2H
ส่วนตัวเลขที่เราคุ้นเคยอีกแบบคือตัวเลขกำกับขนาดของ ไส้ดินสอที่ใช้กับดินสอกด ได้แก่ 0.3, 0.5, 0.7, 0.9, 1.0 และ 1.5 ทั้งหมดมีหน่วยเป็นมิลลิเมตรและเป็นตัวระบุความหนาของไส้ดินสอ
วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553
ปัญหาเรื่องเล็บที่ไม่เล็กและไม่ควรมองข้าม
>>> เล็บลอก เกิดจากการใช้ผงซักฟอก กาวติดเล็บ หรือน้ำยาล้างเล็บที่มีฤทธิ์แรงติดต่อกันนานเกินไป หรือไม่ก็โดนแดดหรือแช่อยู่ในน้ำนานเกินควรค่ะ วิธีแก้ก็ไม่ยากเลยค่ะ แค่สวมถุงมือยางเวลาที่ต้องทำงานบ้าน ระวังอย่าให้มือสัมผัสกับน้ำร้อน และใช้น้ำยาล้างเล็บแบบที่มีส่วนผสมของน้ำมัน (แทนที่จะเป็นสารทำละลายที่ชื่ออะซิโตน) และควรใช้ครีมทามือนวดบริเวณเล็บ และหนังหุ้มเล็บหลังล้างมือก่อนเข้านอนทุกครั้ง
>>> เล็บฉีก เล็บมีสภาพแห้ง หรือใช้แรงกดในขณะตัดเล็บมากเกินไป นอกจากนี้การกัดเล็บบ่อยๆ ก็มีโอกาสทำให้เล็บฉีกได้ วิธีแก้ก็คือ ให้สาวๆ ใช้ครีมทามือเป็นประจำเพื่อทำให้เล็บชุ่มชื้นอยู่เสมอ ส่วนวิธีจัดการกับหนังหุ้มเล็บที่แห้ง และเผยอออกมานั้น ก็แช่มือในน้ำอุ่นซักพักเพื่อให้หนังหุ้มเล็บนุ่มขึ้น แล้วดันกลับไปให้เข้าที่
>>> เล็บเหลือง คราบนิโคตินจากการสูบบุหรี่ ใช้ยาทาเล็บแบบที่มีสีเข้มโดยไม่ทาน้ำยารองพื้นเล็บก่อน วิธีแก้ก็คือ ให้หยุดสูบบุหรี่ หยุดทาเล็บซักพักนึง และใช้มะนาวกำจัดคราบเหลืองๆ ออกไปด้วยการผ่าครึ่งลูกมะนาว แล้วใช้เล็บแต่ละเล็บเจาะเข้าไปในเนื้อมะนาวแล้วบิดนิ้วไปมา ใช้เวลาซักระยะ อาการเล็บเหลืองก็จะหายไปเองค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553
เตือนภัย : กินยาพารามากเกินไป
ถ้าหากจะพูดถึงยาสามัญประจำบ้าน “พาราเซตามอล” ถือว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านที่เรารู้จักกันเป็นดี เรียกว่าแทบจะทุกบ้านต้องมีติดบ้านไว้ เพราะรักษาอาการเจ็บป่วย ปวดหัวตัวร้อนได้กับทุกเพศทุกวัย แถมยังเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ง่าย
56,000 ราย ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล 26,000 ราย การใช้พาราเซตามอลเป็นประจำจะทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็งไตเพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งโรคนี้คร่าชีวิตคนอเมริกัน 12,000 ราย ต่อปี อุบัติการณ์ในการเกิดมะเร็งไตในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 126%นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา การก้าวกระโดดของการเกิดโรคนี้อาจจะเกี่ยวโยงกับการใช้ยาที่ผสมพาราเซตามอลเพิ่มขึ้น เนื่องจากอนุมูลอิสระจาก toxic metabolite ของพราราเซตามอลกระจายไปทั่วร่างกาย เพราะฉะนั้นก็สามาารถทำให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับความแก่ชราอย่างอื่นได้อีก นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองในสัตว์พบว่าพาราเซตามอลทำให้เกิดต้อกระจกในสัตว์ทดลองได้
3. การใช้ยาร่วมกัน โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นเอนไซม์ในระบบขับสารพิษชื่อ CYP450 2E1 ในตับเช่นยา phenytoin, carbamazepine, rifampin เป็นต้น
วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553
ประวัติหม้อหุงข้าว
หม้อหุงข้าว เป็นอุปกรณ์ใช้สำหรับหุงข้าว เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น หม้อหุงข้าวที่เก่าแก่ที่สุด เรียกว่า คามาโดะ มีมาตั้งแต่ยุคสมัยโคฟุน ค.ศ. 300-710 คามาโดะเป็นเตาดินเสริมด้วยอิฐหักเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและทนทานต่อความร้อน ใช้ฟืนในการหุงต้ม นอกจากใช้หุงข้าวแล้วก็ยังนำมาต้มซุปถั่ว แต่เคลื่อนย้ายไม่ได้ ต่อมาสมัยนารา-เฮอัน ราวปี ค.ศ.710-794 หม้อหุงข้าวพัฒนามาเป็น โอกิ-คามาโดะ สร้างขึ้นให้ใช้งานกลางแจ้ง และมีภาชนะแยกส่วนสำหรับบรรจุอาหารที่เรียกว่าฮากามะ สำหรับหย่อนลงในหลุมที่ด้านล่างมีกองฟืนสำหรับหุงต้ม ภายหลังมีการประดิษฐ์ภาชนะบรรจุข้าวสำหรับหุงโดยเฉพาะ มีลักษณะเป็นทรงรีทำด้วยโลหะ เรียกว่า โอกามา เรียกหม้อหุงข้าวชนิดนี้ว่า มูชิ-คามาโดะ
เริ่มมีการทดลองผลิตหม้อหุงข้าวไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ในช่วงปลายยุคสมัยไตโช กลางทศวรรษ 1920 ต่อมาปลายทศวรรษ 1940 บริษัทมิตซูบิชิ อิเลคทริก ผลิตหม้อหุงข้าวที่มีหม้อและขดลวดนำความร้อนอยู่ภายใน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใกล้เคียงที่สุดกับหม้อหุงข้าวในปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่สะดวกสบายนัก ยังไม่มีระบบอัตโนมัติ ภายหลังบริษัทมัตซูชิตะและโซนี่ผลิตหม้อหุงข้าวออกจำหน่าย แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สตรีญี่ปุ่นต้องใช้แรงงานในการสงครามด้วย ความสะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลาในการหุงข้าวจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ในวันที่ 10 ธันวาคม 1956 บริษัทโตชิบานำหม้อหุงข้าวอัตโนมัติออกวางจำหน่าย 700 ใบ ประสบความสำเร็จมาก โตชิบาเริ่มผลิตหม้อหุงข้าวอีก 200,000 ใบ ในเวลาเพียง 1 เดือน อีก 4 ปี ต่อมาหม้อหุงข้าวเริ่มแพร่หลายไปเกือบครึ่งประเทศ หม้อหุงข้าวของโตชิบานี้ใช้เวลาเพียง 20 นาที มี 2 ชั้น ชั้นนอกสำหรับบรรจุน้ำ ส่วนชั้นในสำหรับบรรจุข้าว รูปแบบนี้ใช้อยู่นานถึง 9 ปี จึงเปลี่ยนพัฒนามาเป็นหม้อหุงข้าวในยุคปัจจุบัน