วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

` ตะลึง - 10อันดับอาหารที่แพงที่สุดในโลก!!

1. เครื่องเทศแพงที่สุดในโลก - แซฟฟรอน





แซ ฟฟรอน เป็นเครื่องเทศที่ได้มาจากเกสรตัวเมีย (สีแดงอมส้ม) ของดอกแซฟฟรอน โครคัส ซึ่งแต่ละดอกจะมีเพียง 3 เกสรเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การที่จะผลิตแซฟฟรอนแห้งให้ได้น้ำหนักเพียง 1 ปอนด์ (0.45 ก.ก.) จะต้องใช้ดอกแซฟฟรอน โครคัส มากถึง 50,000-75,000 ดอก หรือปริมาณมากเท่ากับ 1 สนามฟุตบอลเลยทีเดียว

ดอกโครคัส พบได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก อาทิ ประเทศสเปน กรีซ อิหร่าน อินเดีย โมร็อกโก เป็นต้น แต่ประเทศที่ผลิตเครื่องเทศแซฟฟรอนได้มากที่สุดในโลกก็คือ อิหร่าน ซึ่งคิดเป็นส่วนมากถึง 94 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการผลิตทั่วโลก

ประเทศ ที่นิยมใช้แซฟฟรอนเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารได้แก่ อิหร่าน และประเทศอาหรับอื่นๆ รวมถึงประเทศในแถบเอเชียกลาง อินเดีย ตุรกี ยุโรป ฯลฯ




ราคา ขายส่งและขายปลีกของเครื่องเทศชนิดนี้อยู่ที่ระหว่าง 500-5,000 เหรียญสหรัฐต่อหนึ่งปอนด์ (ราว 17,000-170,000 บาท/0.45 ก.ก) หรือ 1,100-11,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ราว 37,400 - 374,000 บาท/ก.ก.)



2. ถั่วแพงที่สุดในโลก - แมคคาเดเมีย




ถั่ว ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก คือ ถั่วแมคคาเดเมีย ถั่วชนิดนี้จะให้ผลผลิตต่อเมื่อมีอายุตั้งแต่ 7-10 ปีขึ้นไป ซึ่งการปลูกให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้นจะต้องหมั่นคอยดูแลใส่ปุ๋ย และปลูกในที่ๆ มีฝนตกชุก

ถั่วชนิดนี้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วย กัน โดยมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลียมากถึง 7 สายพันธุ์ ที่นิว คาเลโดเนีย 1 สายพันธุ์ และ ที่เมืองสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย อีก 1 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่มีความสำคัญและมีมูลค่าในเชิงการค้ามากที่สุดมีเพียง 2 สายพันธุ์ คือ Macadamia integrifolia และ Macadamia tetraphylla ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในรัฐนิวเซาธ์ เวลส์ และควีนสแลนด์ ของประเทศออสเตรเลีย

ไร่ แมคคาเดเมียที่ปลูกขึ้นเพื่อการค้าเป็นครั้งแรก เกิดขึ้นในช่วงต้นของยุคปี ค.ศ. 1880 (พ.ศ. 2423) ในรัฐนิวเซาธ์ เวลส์ ของประเทศออสเตรเลีย อีก 2 ปีต่อมาได้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์แมคคาเดเมียจากออสเตรเลียไปทดลองปลูกที่ ฮาวาย และเริ่มมีการปลูกแมคคาเดเมียในเชิงการค้าที่นั่นอย่างจริงจังนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463) เป็นต้นมา




นอก จาก ออสเตรเลีย และฮาวายแล้ว ยังมีประเทศอื่นๆ ที่ปลูกแมคคาเดเมียเป็นพืชเศรษฐกิจอีก ได้แก่แอฟริกาใต้ บราซิล สหรัฐอเมริกา (แคลิฟอร์เนีย) คอสตา ริก้า อิสราเอล เคนย่า โบลิเวีย นิวซีแลนด์ และมาลาวี โดยมีออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก

สำหรับราคาขายของถั่วชนิดนี้จะอยู่ที่มากกว่า 30 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (มากกว่า 1 พันบาท/ก.ก.)


3. ไข่ปลาคาเวียร์แพงที่สุดในโลก - เบลูก้า คาเวียร์





ไข่ ปลาคาเวียร์แพงที่สุดในโลก ไม่ได้มีสีดำอย่างที่หลายท่านคุ้นเคย แต่เป็นชนิดที่มีสีเทาอ่อนๆ ไล่ลงมาจนเกือบขาวตามอายุของปลา ยิ่งปลาอายุมากไข่ก็จะมีสีอ่อนลง และมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ

ไข่ปลาคา เวียร์อัลมาส (ภาษาเปอร์เซี่ยนแปลว่า "เพชร") ที่ได้มาจากปลา "เบลูก้า สเตอเจี้ยน" อายุหนึ่งร้อยปีขึ้นไป ถือเป็นไข่ปลาคาเวียร์ที่หายากที่สุด และมีราคาแพงที่สุด โดยมีราคาสูงถึงเกือบ 25,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ประมาณ 850,000 บาท/ก.ก.) ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของเบลูก้า คาเวียร์ โดยทั่วไปในปัจจุบันจะอยู่ที่ 7,000 - 10,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ราว 2.38 -3.4 แสนบาท/ก.ก.)





ปลา "เบลูก้า สเตอเจี้ยน" มีถิ่นอาศัยอยู่ในทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นทะเลปิดที่อยู่ระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปยุโรป อันเป็นพรมแดนของประเทศรัสเซีย อาเซอร์ไบจาน อิหร่าน เติร์กเมนิสถาน และประเทศคาซัคสถาน บางครั้งอาจพบปลาดังกล่าวอาศัยอยู่ในแถบทะเลดำ นานๆ ครั้งจึงโผล่ให้เห็นบ้างในทะเลอาเดรียติก ปลาชนิดนี้จะถือว่าโตเต็มที่พร้อมให้ผลผลิต (ไข่) เมื่อมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป


4. เห็ดแพงที่สุดในโลก - ทรัฟเฟิลขาว




เห็ด ที่มีราคาแพงที่สุดในโลกคือ เห็ดทรัฟเฟิลขาว ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในแถบ Langhe แห่งแคว้นปีเอมอนเต ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ในอดีตคนเก็บเห็ดทรัฟเฟิลจะใช้หมูช่วยดมกลิ่นค้นหา แต่ระยะหลังๆ มักนิยมใช้สุนัขมากกว่า เพราะสุนัขจะไม่กินเห็ดเหมือนหมู

เห็ดชนิดนี้มีราคาขายสูงถึง 1,700 - 3,800 ยูโร ต่อ 1 ก.ก. (ราว 82,000 - 183,502 บาท/ก.ก)

เมื่อ ปลายปีที่ผ่านมา เห็ดทรัฟเฟิลสีขาว น้ำหนัก 1.08 กก. จากอิตาลี ถูกนายสแตนลีย์ โฮ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจคาสิโนในมาเก๊า ประมูลไปในราคาสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.8 ล้านบาท แต่สถิติเห็ดทรัฟเฟิลขาวราคาสูงสุดที่มีการบันทึกไว้ คือ 330,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 11 ล้านบาท ซึ่งนายสแตนลีย์ โฮ เจ้าเก่า เป็นผู้ชนะประมูลเมื่อปี ค.ศ. 2007


5. มันฝรั่งแพงที่สุดในโลก - La Bonnotte




มัน ฝรั่งราคาแพงที่สุดในโลก คือ "La Bonnotte" ปลูกได้เฉพาะบนเกาะนีวร์มูทีเยของประเทศ ฝรั่งเศสเท่านั้น แถมปีหนึ่งๆ ยังเก็บเกี่ยวได้เพียง 10 วัน ทั้งยังบอบบางมากเสียจนต้องใช้มือถอน และให้ผลผลิตเพียงปีละ 20,000 ก.ก. ด้วยเหตุนี้มันฝรั่งที่ว่าจึงมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละกว่า 2.3 หมื่นบาทเลยทีเดียว


6. เนื้อแพงที่สุดในโลก - เนื้อที่มาจากวัววากิว (Wagyu) ประเทศญี่ปุ่น




เนื้อ แพงที่สุดในโลก คือ เนื้อที่มาจากวัววากิว (Wagyu) ประเทศญี่ปุ่น วัววากิวถือเป็นวัวพื้นเมืองที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน ชาวญี่ปุ่นจะเลี้ยงดูวัวเหล่านี้อย่างดีเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการให้หญ้าพันธุ์ดี ธัญพีช ฟาร์มบางแห่งถึงขนาดมีการนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้วัว หรือไม่ก็ผสมสาเก หรือเบียร์ ลงไปในอาหาร

เนื้อวัวหลายชนิดที่คนรักเนื้อในบ้านเรา รู้จักกันดีอย่างเช่น เนื้อโกเบ และมัตสึซากะ ฯลฯ ก็มาจากวัววากิวเช่นกัน แต่สาเหตุที่เรียกชื่อต่างกันเป็นเพราะว่าเลี้ยงกันคนละเมือง (เนื้อโกเบ มาจากฟาร์มในเมืองโกเบ ส่วนเนื้อมัตสึซากะมาจากฟาร์มในเมือง มัตสึซากะ เป็นต้น)

เนื้อจากวัววากิวมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และไขมันต่ำ รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น ราวกับละลายในปาก จึงมีราคาสูงมาก - ที่ยุโรปเนื้อจากวัววากิวน้ำหนักประมาณ 200 กรัม มีราคาขายสูงกว่า 34,000 บาท





7. แซนด์วิชแพงที่สุดในโลก - คลับแซนด์วิช "von Essen Platinum"






นี่ คือโฉมหน้าแซนด์วิช "แพงที่สุดในโลก" ฝีมือนายเจมส์ พาร์คินสัน หัวหน้าเชฟของโรงแรมหรู "von Essen" ในเมืองเบิร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ หลังจากสังเกตุส่วนผสมของแซนด์วิชในโรงแรมหรูห้าดาวทั่วโลกที่เขาได้มีโอกาส ไปเยี่ยมเยียน เขาจึงคิดรวบรวมส่วนผสมที่ดีที่สุดของแซนด์วิชในแต่ละโรงแรมมาไว้ในอันเดียว กัน

ด้วยเหตุนี้ "von Essen Platinum Club Sandwich" ของเขาจึงกลายเป็นคลับแซนด์วิชแพงที่สุดในโลก ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชั้น ประกอบด้วยส่วนผสมหลักคือ เนื้อไก่อย่างดี (พันธุ์ poulet de Bresse ของฝรั่งเศส) แฮม Iberian ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแฮมหายากคุณภาพเยี่ยมจากประเทศสเปน เห็ดทรัฟเฟิลขาวและมะเขือเทศจากประเทศอิตาลี ไข่นกกระทาต้มสุก และขนมปังที่ผลิตจากแป้งชนิดพิเศษ

แซนด์วิช "von Essen Platinum" ของเชฟพาร์คินสัน จำหน่ายในราคาอันละ 100 ปอนด์ หรือกว่า 5.5 พันบาท ถ้าใครอยากลองทานว่าจะเด็ดสักแค่ไหน ก็ไปพิสูจน์ได้ที่ภัตตาคาร "Cliveden's Waldo" ของโรงแรม "von Essen"


8. พิซซ่าแพงที่สุดในโลก - พิซซ่า Luis XIII






พิซซ่าที่แพงสุดในโลก คือ พิซซ่า "Louis XIII" ฝีมือเชฟหนุ่มชาวอิตาลีที่ชื่อ "เรนาโต้ วิโอล่า"

พิซ ซ่า "Louis XIII" มีขนาด 8 นิ้ว ก่อนทำต้องใช้เวลาในการเตรียมแป้งเป็นเวลานานถึง 72 ช.ม. ขณะที่ท็อปปิ้งหรือหน้าพิซซ่าล้วนมาจากส่วนผสมคุณภาพเยี่ยม อาทิ ชีส mozzarella di bufala ไข่ปลาคาเวียร์ 3 ชนิด กุ้งล็อบสเตอร์จาก Cilento (ในอิตาลี) และประเทศนอร์เวย์ โรยหน้าด้วยเกลือสีชมพูที่มาจากแม่น้ำ Murray ในประเทศออสเตรเลีย ฯลฯ




พิซ ซ่าแพงสุดในโลก "Louis XIII" จำหน่ายในราคาอันละ 8,300 ยูโร หรือเกือบ 4 แสนบาท (ราคานี้รวมค่าตัวเชฟและผู้ช่วยอีก 2 คน ที่จะหอบข้าวของและอุปกรณ์ต่างๆ ไปทำพิซซ่าถึงบ้านลูกค้า)


9. ออมเล็ตแพงที่สุดในโลก - ออมเล็ตของภัตตาคาร Le Parker Meridien ในกรุงนิวยอร์ค





"ออมเล็ต" หรือไข่คน แพงที่สุดในโลกหารับประทานได้ที่ภัตตาคาร "Le Parker Meridien" ในกรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

ที่ นั่นเขาขายออมเล็ต (ภาพบน) จานละ 1,000 เหรียญ หรือประมาณ 34,000 บาท ประกอบด้วยส่วนผสมหลัก ได้แก่ ไข่ปลาคาเวียร์ (sevruga) น้ำหนัก 10 ออนซ์ กุ้งล็อบสเตอร์ทั้งตัว และไข่อีก 6 ฟอง เป็นต้น (เขาว่าถ้านำส่วนผสมทั้งหมด มาทำเองที่บ้าน ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ราวๆ 700 เหรียญ หรือประมาณ 23,800 บาท)


10. ขนมหวานแพงที่สุดในโลก - ไอศครีม ซันเด ของร้าน Serendipity 3 ในแมนฮัตตัน





ไอ ศครีมช็อคโกแลตซันเด ถ้วยนี้ ได้รับการจดบันทึกลงในกินเนสบุ้ค ออฟ เวิล์ด เรคคอร์ด ว่าเป็น "ขนมหวานแพงที่สุดในโลก" มีจำหน่ายที่ร้าน Serendipity 3 ในแมนฮัตตัน กลางกรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ด้วยสนนราคาถ้วยละ 25,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 850,000 บาท

"Frrrozen Haute Chocolate" คือ ชื่อของช็อคโกแลต ซันเดแพงระยับถ้วยนี้ ส่วนสาเหตุที่มีราคาแพงเนื่องมาจากไอศครีมมีส่วนผสมของโกโก้พันธุ์ดีและหา ยากมากๆ จำนวน 28 ผล (ในจำนวนนี้มีอยู่ 14 ผลที่เป็นโกโก้ชนิดแพงที่สุด) และทองคำ 23 เค ชนิดทานได้ น้ำหนัก 5 กรัม

ไอศครีมดังกล่าวจะถูก บรรจุลงในถ้วยทองคำ ที่มีแผ่นทองคำชนิดทานได้รองอยู่ภายในถ้วย นอกจากนี้บริเวณฐานของถ้วยไอศครีมยังตกแต่งด้วยสร้อยทอง 18 เค พร้อมกับเพชรแท้สีขาวอีก 1 กะรัต



h


เท่า นั้นยังไม่พอ ไอศรีมถ้วยนี้ยังถูกแต่งหน้าด้วยวิปครีม โรยทับอีกชั้นด้วยทองคำ ประดับด้วยช็อคโกแลต "La Madeline au Truffle" จากร้าน Knipschildt Chocolatier ที่ขายในราคาปอนด์ละ 2,500 เหรียญ (85,000 บาท/0.45 กก.)

สำหรับช้อนทองที่เห็นในภาพว่าประดับด้วยเพชร สีขาวและสีช็อคโกแลต ลูกค้าสามารถนำกลับไปดูเล่นที่บ้านได้ ... แต่ถ้วยและสร้อยทองคล้องเพชร 1 กะรัตห้ามเอาไป ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ออกจากร้านแน่นอน

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ทำไมแป้นพิมพ์ ไม่เรียง A B C



รู้หรือป่าว !! ทำไม ตัวอักษรในแป้นพิมพ์ทั้งของเครื่องพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์ ถึงไม่เรียงกันตามลำดับอักษรเช่น A B C

สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก (เมื่อนับจากซ้ายมาขวา) ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกัน และถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้ เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย

การเรียงลำดับ อักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้น มีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆ ที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษร คือ เมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่ เสมอ ต่อมา
คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์ วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868 จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำ ร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์ เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิม จะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขามากนัก ทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัท เรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973 ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่าย ความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ใน เวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ
DVORAK ซึ่งเคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้น จนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทาง General Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐ ได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป

ทั้ง นี้ หลายคนอาจจะคิดว่า ปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้ว ดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไป แล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อน ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคงพอเดากันได้ว่าเป็นเพราะ เราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTY จนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สุดยอดเครื่องบินรบ

Unmanned Aerial Vehicles (UAVS)

คณะกรรมการที่ ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของกองทัพ คาดเดาว่าเครื่องบินไฮเปอร์โซนิกแบบไร้นักบินจะสามารถบินได้เร็วกว่า 11,000 ไมล์ต่อชั่วโมง ในปี 1998 นาซาดำเนินการทดสอบเครื่องบินไฮเปอร์โซนิกไร้นักบินแบบทดลองที่ชื่อ ไฮเปอร์เอ็กซ์ มันได้สร้างความท้าทายอย่างใหญ่หลวงให้กับวิศวกรการบิน การสร้างระบบที่สามารถทนต่อความร้อนมหาศาลที่เกิดจากการเสียดสีขณะที่ เครื่องบินทะยานผ่านอากาศ การเสียดสีอันเกิดจากแรงลากของอากาศสร้างความร้อนมากพอที่จะละลายโลหะได้ เครื่องบินที่บินมัค 12 จะต้องทนอุณหภูมิที่สูงถึง 2,500 องศาเซลเซียล




เครื่องบินรบสเตลธ์ F-117 คืออาวุธลับของอเมริกา คนที่บินเครื่องบินรบสเตลธ์ไม่ลังเลที่จะบอกว่าทำไมมันจึงพิเศษ ด้วยลักษณะของสเตลธ์ รูปทรง องศาและการไม่มีร่องรอยความร้อนบนเครื่อง ทำให้ยากที่ขีปนาวุธอินฟราเรดจะตรวจพบ และในอนาคตของเครื่องบินสเตลธ์แบบไม่ใช่นักบินจะยิ่งใหญ่ ยุคใหม่ของเครื่องบินไร้นักบิน หรือที่เรียกว่า UAVS จะถูกใช้เพื่อการจู่โจมภาคพื้นในอีกสิบปีข้างหน้า


SR71- Blackbird

มันถูกสร้างให้บินได้เร็วกว่าความเร็วเสียงถึงสามเท่า และจะเผยต่อสาธารณชนในปี 1964 ด้วยการโฉบเฉี่ยวบนท้องฟ้าด้วยความเร็ว 3,000 ฟุตต่อวินาที สูงจากพื้นโลก 16 ไมล์ แบล๊คเบิร์ดสามารถซ่อนเร้นจากเครื่องบินรบและขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้ามได้ เมื่อแบล๊คเบิร์ดถูกปลดประจำการเมื่อปี 1990 จากกองทัพอากาศสหรัฐ มันยังครองสถิติเครื่องบินที่บินเร็วที่สุดในโลก


Black Aircrafts


ยานบินประหลาดลอยผ่านท้องฟ้า มันคือยูเอฟโอจากโลกอื่นหรืออาวุธลับทางสงคราม มันมีลักษณะรูปทรงสามเหลี่ยมที่แหลมคมและสามารถบินผ่านท้องฟ้าได้เร็วกว่า ยานบินลำไหนๆ หรือมันเป็นเศษเสี้ยวของความสำเร็จที่หลงเหลือจากสงครามเย็นหรือไม่


ความจริงเบื้องหลังของความลับ มันคือ ยานบินล้ำสมัยแห่งอนาคตที่ถูกพัฒนาอย่างลับๆ ซึ่งมีชื่อว่า แบล๊ค แอร์คราฟต์ (Black Aircrafts) ที่ฐานบินอันห่างไกลในทะเลทรายแคลิฟอร์เนีย เครื่องบินทดลองที่เรียกว่า โลว์ไฟลต์ (Low flight) ย่อมาจากคำว่า การทดสอบการบินต่ำ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ก้าวไปไกลจากการบินแบบซุปเปอร์โซนิกหรือเร็วกว่าเสียง ไปเป็นไฮเปอร์โซนิก ซึ่งเร็วกว่าเสียง 5 เท่า ที่ความเร็ว 3,600 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือหนึ่งไมล์ต่อวินาที และจะเร็วกว่ากระสุนปืนไรเฟิล 2 เท่า


วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

บิกินี ชื่อนี้มาจากไหน?

บิกินี ชื่อนี้มาจากนิวเคลียร์

บิกินี


บิกินีเมื่อก่อนบิกินีเป็นสิ่งที่ล่อแหลมมาก ถึงเดี๋ยวนี้ก็เถอะ ผู้หญิงธรรมดา ๆ ใครจะกล้าใส่บิกินีลงเล่นน้ำ



ในช่วง ค.ศ.1930-1939 ชุดว่ายน้ำเริ่มเปิดเผยเนื้อตัวของผู้สวมใส่มากขึ้นทุกที ๆ จากชุดเปิดหลังพร้อมสายคาดบ่าเส้นเล็ก ก็พัฒนามาสู่
บิกินี ชื่อของแฟชั่นชุดว่ายน้ำแบบใหม่ล่าสุดนี้ เกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับจุดเริ่มต้นของยุคนิวเคลียร์

บิกินีวันที่ 1 กรกฏาคม ค.ศ.1946 สหรัฐอเมริกาเริ่มทำการทดลองนิวเคลียร์ในยามสงบ โดยทิ้งระเบิดปรมาณูลงบนเกาะประการังบิกินี ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กในแนวหมู่เกาะมาร์แชลในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากระเบิดปรมาณูที่ทดลองครั้งนี้เป็นชนิดเดียวกับ ที่ถล่มเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิจนราบคาบเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา
สื่อมวลชนทั่วโลกจึงให้ความสนใจกับข่าวทดลองนี้เป็นอย่างมาก

ในเวลาเดียวกับที่กรุงปารีส
หลุยส์ เรอาด์ นักออกแบบชื่อดังของฝรั่งเศสกำลังเตรียมนำผลงานล่าสุดออกแสดงเป็นชุดว่ายน้ำแบบสองชิ้นซึ่งปกปิดร่างกายของผู้สวมใส่น้อยมากจนน่าใจหาย เรอาด์ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้ชุดว่ายน้ำแบบนี้เลย

หนังสือพิมพ์ทุกฉบับประโคมข่าวการทดลองระเบิดปรมาณูที่เกาะบิกินี เรอาด์อยากให้ผลงานออกแบบของเขาเรียกความสนใจจากสื่อมวลชนได้มากพอ ๆ กับข่าวการทดลอง เขาเชื่อว่าชุดว่ายน้ำแบบใหม่นี้น่าจะดังระเบิด เช่นเดียวกัน เขาจึงเลือกใช้ชื่อว่า
บิกินี ซึ่งกำลังติดปากประชาชนทั่วไปอยู่

วันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ.1946 สี่วันหลังจากการทดลองระเบิด
นางแบบชั้นนำ มิชาลิน เบอร์นาดี ออกเดินแบบ ในชุดบิกินีชุดแรกในประวัติศาสตร์แฟชั่น ปรากฏว่าในปีนั้น ชุดบิกินีได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียง ความห่วงใย รวมทั้งการประณามอย่างกว้างขวางมากกว่าระเบิดปรมาณูเสียด้วยซ้ำ



วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

รู้มั้ย? ทำไม..ดินสอจึงมีแต่ ตัว H กับตัว B

ดินสอ



หลาย คนคงจะรู้กันอยู่แล้วว่าไส้ของดินสอนั้นทำมาจากแกรไฟต์ แต่ถ้าลงลึกไปในรายละเอียดแล้วแกรไฟต์ไม่ใช่ส่วนผสมเดียวของไส้ดินสอ แต่ยังมีผงดินเหนียวและน้ำรวมอยู่ด้วย


หรือถ้าเป็นดินสอสีก็จะมีเม็ดสีเป็นอีกส่วนผสมหนึ่ง ซึ่งส่วนของแกรไฟต์และดินเหนียวที่ใช้มีความสำคัญกับคุณภาพของดินสอที่ได้ กล่าวคือ ยิ่งผสมดินเหนียวมากขึ้นเท่าไร ไส้ดินสอที่ได้ก็จะแข็งขึ้นและสีอ่อนลงเท่านั้น

ดินสอส่วนสัญลักษณ์ 2B ที่พวกเราคุ้นเคยกันนั้น เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของดินสอตามระบบแบบยุโรป ซึ่งจะวัดระดับของไส้ดินสอตาม H (Hardness) คือ ความแข็ง และ B (Blackness) คือ ความดำ รวมทั้ง F (Fine point) คือ ความละเอียดของเนื้อ

มาตรฐานดินสอที่ใช้เขียนกันทั่วไปอยู่ในระดับ HB ส่วนดินสอสำหรับระบายกระดาษคอมพิวเตอร์ ต้องใช้ความเข้มระดับ 2B ขึ้นไป

ทั้ง นี้ ดินสอที่ผลิตอยู่ในท้องตลาด มีตั้งแต่ 9H ซึ่งมีไส้ดินสอที่แข็งที่สุดแต่ให้สีอ่อนที่สุด ไล่ไปที่ 8H, 7H, 6H, 5H, 4H, 3H, 2H, H, F และ HB ซึ่งเป็นดินสอระดับมาตรฐานสำหรับงานเขียน ไปจนถึงระดับ B, 2B, 3B, 4B, 5B, 6B, 7B, 8B และ 9B ซึ่งเป็นดินสอที่มีไส้อ่อนที่สุดแต่ก็สีดำที่สุด

สรุป ได้ว่า ดินสอที่มีตัว H มากจะยิ่งให้สีอ่อนลงเรื่อยๆ ในทางตรงข้าม ดินสอที่มีตัว B มากจะยิ่งมีสีเข้มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยดินสอที่มีความเข้มมากจะใช้ในการแรเงา ส่วนดินสอที่มีความเข้มน้อยจะใช้ในการร่างภาพ

นอกจากเกณฑ์การวัดระดับไส้ดินสอตามระบบยุโรปแล้ว ยัง มีระบบตัวเลขที่ใช้กันในอเมริกา โดยดินสอเบอร์ 1= B, ดินสอเบอร์ 2 = HB, ดินสอเบอร์ 2 1/2 = F, ดินสอเบอร์ 3 = H และดินสอเบอร์ 4 = 2H

ส่วนตัวเลขที่เราคุ้นเคยอีกแบบคือตัวเลขกำกับขนาดของ ไส้ดินสอที่ใช้กับดินสอกด ได้แก่ 0.3, 0.5, 0.7, 0.9, 1.0 และ 1.5 ทั้งหมดมีหน่วยเป็นมิลลิเมตรและเป็นตัวระบุความหนาของไส้ดินสอ

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ปัญหาเรื่องเล็บที่ไม่เล็กและไม่ควรมองข้าม


เด็กดีดอทคอม :: ไขปัญหาเรื่องเล็บ เล็บ

จะว่าไปสำหรับสาวๆ แล้ว เรื่องเล็บ ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับเรื่องของรูปร่างและหน้าตา แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกได้ถึงสุขภาพและการเอาใจใส่ตัวเองเหมือนกันนะคะ …

วันนี้ “ดูแลตัวเองให้สวยกว่าใคร” ก็มีวิธีแก้ปัญหา เล็บลอกฉีกขาด หรือเล็บเหลืองมาฝากสาวๆ กันค่ะ ... มาดูกันดีกว่านะว่าต้องทำยังไงกันบ้าง

>>> เล็บลอก เกิดจากการใช้ผงซักฟอก กาวติดเล็บ หรือน้ำยาล้างเล็บที่มีฤทธิ์แรงติดต่อกันนานเกินไป หรือไม่ก็โดนแดดหรือแช่อยู่ในน้ำนานเกินควรค่ะ วิธีแก้ก็ไม่ยากเลยค่ะ แค่สวมถุงมือยางเวลาที่ต้องทำงานบ้าน ระวังอย่าให้มือสัมผัสกับน้ำร้อน และใช้น้ำยาล้างเล็บแบบที่มีส่วนผสมของน้ำมัน (แทนที่จะเป็นสารทำละลายที่ชื่ออะซิโตน) และควรใช้ครีมทามือนวดบริเวณเล็บ และหนังหุ้มเล็บหลังล้างมือก่อนเข้านอนทุกครั้ง

เด็กดีดอทคอม :: ไขปัญหาเรื่องเล็บ เล็บเด็กดีดอทคอม :: ไขปัญหาเรื่องเล็บ เล็บ

>>> เล็บฉีก เล็บมีสภาพแห้ง หรือใช้แรงกดในขณะตัดเล็บมากเกินไป นอกจากนี้การกัดเล็บบ่อยๆ ก็มีโอกาสทำให้เล็บฉีกได้ วิธีแก้ก็คือ ให้สาวๆ ใช้ครีมทามือเป็นประจำเพื่อทำให้เล็บชุ่มชื้นอยู่เสมอ ส่วนวิธีจัดการกับหนังหุ้มเล็บที่แห้ง และเผยอออกมานั้น ก็แช่มือในน้ำอุ่นซักพักเพื่อให้หนังหุ้มเล็บนุ่มขึ้น แล้วดันกลับไปให้เข้าที่

>>> เล็บเหลือง คราบนิโคตินจากการสูบบุหรี่ ใช้ยาทาเล็บแบบที่มีสีเข้มโดยไม่ทาน้ำยารองพื้นเล็บก่อน วิธีแก้ก็คือ ให้หยุดสูบบุหรี่ หยุดทาเล็บซักพักนึง และใช้มะนาวกำจัดคราบเหลืองๆ ออกไปด้วยการผ่าครึ่งลูกมะนาว แล้วใช้เล็บแต่ละเล็บเจาะเข้าไปในเนื้อมะนาวแล้วบิดนิ้วไปมา ใช้เวลาซักระยะ อาการเล็บเหลืองก็จะหายไปเองค่ะ


วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

เตือนภัย : กินยาพารามากเกินไป

ถ้าหากจะพูดถึงยาสามัญประจำบ้าน “พาราเซตามอล” ถือว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านที่เรารู้จักกันเป็นดี เรียกว่าแทบจะทุกบ้านต้องมีติดบ้านไว้ เพราะรักษาอาการเจ็บป่วย ปวดหัวตัวร้อนได้กับทุกเพศทุกวัย แถมยังเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ง่าย

เด็กดีดอทคอม :: เตือนภัย : กินยาพารามากเกินไประวังตับวาย

ทราบรึเปล่าคะว่า การใช้ยาพาราเซตามอลอย่างพร่ำเพรื่อและติดต่อกันนานเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาภาวะเป็นพิษต่อตับได้นะคะ พี่เหมี่ยวเคยอ่านพบว่านะคะว่าในสหรัฐอเมริกาสาเหตุของอาการตับวายนั้นอันดับหนึ่งคือมาจากการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาด รองลงมาก็มาจากสาเหตุของการดื่มแอกอฮอล์ หรือไวรัสตับอักเสบ

ในแต่ละปี สหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยที่ได้รับรายงาน ความเป็นพิษจากยาพาราเซตามอลประมาณ 100,000 ราย ถูกนำส่งห้องฉุกเฉิน

56,000 ราย ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล 26,000 ราย การใช้พาราเซตามอลเป็นประจำจะทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็งไตเพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งโรคนี้คร่าชีวิตคนอเมริกัน 12,000 ราย ต่อปี อุบัติการณ์ในการเกิดมะเร็งไตในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 126%นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา การก้าวกระโดดของการเกิดโรคนี้อาจจะเกี่ยวโยงกับการใช้ยาที่ผสมพาราเซตามอลเพิ่มขึ้น เนื่องจากอนุมูลอิสระจาก toxic metabolite ของพราราเซตามอลกระจายไปทั่วร่างกาย เพราะฉะนั้นก็สามาารถทำให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับความแก่ชราอย่างอื่นได้อีก นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองในสัตว์พบว่าพาราเซตามอลทำให้เกิดต้อกระจกในสัตว์ทดลองได้

สำหรับภาวะพิษจากพาราเซตามอลเกิดขึ้นได้จากเหตุโดยตั้งใจ คือการรับประทานยาเกินขนาดเพื่ออัตวินิบาตกรรม และโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเกิดได้จากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้

1. รับประทานยาชนิดอื่นที่มีส่วนผสมของราราเซตามอลโาดยไม่ทราบ แล้วรับประทานพาราเซตามอลเข้าไปอีก เนื่องจากปัจจุบันยาหลายชนิดมีส่วนผสมของพาราเซตามอล เช่น ยาบรรเทาหวัดลดไข้ ยาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาคลายกล้ามเนื้อหลายชนิด

2. ปัจจัยเฉพาะบุคคลที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตับได้ง่าย เช่นในผู้ที่ดื่มสุรา ผู้ป่วยโรคตับภาวะขาดสารอาหารซึ่งส่งผลให้ระดับกลูต้าไธโอนลดลง ในกลุ่มนี้ก่อให้เกิดพิษจากพาราเซตามอลได้ง่าย แม้ว่าจะรับประทานในขนาดปกติก็ตาม

เด็กดีดอทคอม :: เตือนภัย : กินยาพารามากเกินไประวังตับวาย

3. การใช้ยาร่วมกัน โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นเอนไซม์ในระบบขับสารพิษชื่อ CYP450 2E1 ในตับเช่นยา phenytoin, carbamazepine, rifampin เป็ต้น

เด็กดีดอทคอม :: เตือนภัย : กินยาพารามากเกินไประวังตับวาย

ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้พาราเซตามอล ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับเรื้อรัง พิษสุรา ภาวะขาดสารอาหาร และในผู้ที่กำลังรับประทานยาที่กระตุ้นเหนี่ยวนำเอนไซม์ cytochrome P450 2E1 ...ห้ามทานพาราเซตามอลแล้วดื่มสุรา หากกำลังใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาบรรเทาหวัด ให้อ่านฉลากให้ดีว่ามีส่วนผสมของพาราเซตามอลหรือไม่ และไม่รับประทานซ้ำซ้อนข้าไปอีก

และที่สำคัญไม่ควรใช้ยานี้เกินวันละ 2,600 มิลลิกรัม (ประมาณ 5เม็ด ในขนาด 500 mg , จำนวน 8 เม็ดในขนาด 325 มิลลิกรัม) ขนาดรับประทานคือ 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม สูงสุดไม่เกินครั้งละ650 มิลลิกรัม ส่วนการใช้ยาพาราเซตามอลกับเด็กเล็กๆ นั้นให้ดูฉลาก และคำนวณความต้องการให้ถูกต้องก่อนเสมอ เพราะยาน้ำนี้ในประเทศไทยมีหลายขนาด ปริมาณมิลลิกรัมต่อหนึ่งช้อนชาแตกต่างกันไป

อีกข้อห้ามที่หลายคนยังไม่ทราบก็คือ ไม่ควรใช้ยาพาราเซตามอลติดต่อกันเกิน 3 วัน เราสามารถใช้ยาทางเลือกแทนการใช้ยาพาราเซตามอลได้ เช่น ยาเขียวแก้ไข้ ยาจันทลีลา ยาฟ้าทะลายโจร ยาขมชนิดต่างๆ ล้วนมีฤทธิ์ลดไข้ได้เช่นกัน

เด็กดีดอทคอม :: เตือนภัย : กินยาพารามากเกินไประวังตับวาย