วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วันอาสาฬหบูชา


วันอาสาฬหบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 วันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก โดยการแสดงปฐมเทศนา โปรดพระปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จนพระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้เป็นวันแรกที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นครบองค์พระรัตนตรัย

วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดง พระปฐมเทศนา หรือการแสดง พระธรรมครั้งแรก หลังจากที่ตรัสรู้ได้ 2 เดือน เป็นวันที่เริ่มประดิษฐานพระพุทธศาสนาเนื่องจากมีองค์ประกอบของ พระรัตนตรัยครบถ้วนคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 45 ปี ใน

วันเพ็ญ (ขึ้น 15ค่ำ) เดือน 8 ดวงจันทร์ เสวยมาฆฤกษ์

การแสดงพระ ปฐมเทศนา ได้ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปัจจุบันคือสารนาถ เมืองพาราณสี พระธรรมที่แสดงคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เมื่อเทศนาจบ พระโกณฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ ผู้ประกอบด้วย พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานาม และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม มีความเห็นแจ้งชัดว่า

ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา


วันอาสาฬหบูชามีเหตุการณ์สำคัญในทางพระพุทธศาสนาอยู่ 3 ประการคือ

1. เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนา โดยทางแสดงพระปฐมเทศนา คือ ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ประกาศสัจธรรมอันเป็นองค์แห่งพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณที่พระองค์ตรัสรู้ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ สรรพสัตว์ทั้งหลาย

2. เป็นวันแรกที่บังเกิดพระอริยสงฆ์สาวกขึ้นในโลก คือ พระโกณฑัญญะ เมื่อได้ฟังพระปฐมเทศนาจบ ได้ดวงตาเห็นธรรม ได้ทูลขออุปสมบท และพระพุทธเจ้าได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีเอหิภิกษุอุปสัมปทา ในวันนั้น

3. เป็นวันแรกที่บังเกิดพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตน และพระสังฆรัตนะ ขึ้นในโลกอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์


วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Mascot World Cup

World Cup Willie อังกฤษ 1966
สิงโตตัวนี้ถือเป็นตัวนำโชค หรือ แมสค็อตตัวแรกในฟุตบอลโลก (ปีก่อนๆ ยังไม่มีแมสค็อต) โดยชัดเจนอยู่แล้วจากสิงโตซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแล้วสวมเสื้อที่เป็นลายธงยูเนี่ยนแจ็ค
Juanito เม็กซิโก 1970
อ่านเป็นไทยว่า ฮวนนิโต้ สัญลักษณ์เด่นมากกับหมวกทรงพื้นเมืองของประเทศ พร้อมยังลงชื่อประเทศพร้อมปีไว้อีก ซึ่ง ฮวน นั้นเป็นชื่อที่ฮิตกันมากๆ

Tip and Tap เยอรมันตะวันตก 1974
คู่หูอ้วนผอม แถมหน้าตาเฉิ่มๆ เป็นคู่หูนำโชคสวมชุดเยอรมัน ลงชื่อด้วยว่า WM 74 ซึ่งย่อมาจาก Weltmeisterschaft เป็นภาษาเยอรมัน แปลเป็นไทยได้ความว่า ฟุตบอลโลก


Gauchito อาร์เจนติน่า 1978
ชื่อของเจ้าตัวนี้คือ เกาชิโต้ สวมเสื้อทีมชาติฟ้า-ขาวชัดเจน สวมหมวกสไตล์คาวบอย มือถือแส้ เป็นลักษณะของชนพื้นเมือง เลี้ยงม้า เลี้ยงวัว
Naranjito สเปน 1982
แม้ว่าอังกฤษเจ้าของแมสค็อตเจ้าแรกจะทำเป็นรูปสัตว์ แต่อีก 3 ตัวต่อมาดันใช้เป็นมนุษย์ พี่กระทิงดุเลยเปลี่ยนแนวบ้าง มาใช้เป็นส้ม ซึ่งชื่อตัวแมสค็อตเป็นภาษาสเปน แปลไทยก็หมายถึงส้มนั้นแหละ


Pique เม็กซิโก 1986
จากครั้งก่อนผ่านมา 16 ปี เม็กซิโกก็ได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง เปลี่ยนจากเด็กน้อยมาเป็นพริกหยวก แต่ยังเห็นทรงหมวกสไตล์ดั้งเดิม พร้อมกับเพิ่มหนวดยาวๆ ให้ความเป็นเม็กซิโกชัดเจนขึ้นไปอีก ซึ่งปิเก้นั้นก็แปลจากสเปนเป็นไืทยว่า พวกซอส เครื่องเทศนั้นเอง


Ciao อิตาลี 1990
แมสค็อตปีนี้เป็นลักษณะเหมือนตัวต่อสีเหลี่ยม เอามาต่อๆ กันตามลายของธงชาติอิตาลี ส่วนชื่อนั้นหมายถึง สวัสดี


Striker สหรัฐอเมริกา 1994
อเมริกาเลือกใช้เ้จาน้องหมา ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงยอดฮิตของชาวอเมริกันอยู่แล้ว โดยใช้ลายเส้นวาดออกแบบในลักษณะตัวการ์ตูน แบบฉบับของอเมริกา

Footix ฝรั่งเศส 1998
ทีมตราไก่ เมื่อมาเป็นเจ้าภาพเองคงหนีไม่พ้นเจ้าไก่อยู่แล้ว เพราะเป็นเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ลำตัวสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีเดียวกับชุดแข่งของทีมชาติ




Ato, Kaz, Nik เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น 2002
สองเจ้าภาพจากเอเชีย จัดแมสค็อตมาแบบจุใจ สามตัวรวด เป็นลักษณะเหมือนมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลก แต่ว่าไปหน้าตาอันประหลาดๆ แถมเยอะเกินจนแยกไม่ออก เลยไม่รู้สึกว่าเด่นออกมา


Goleo VI, Pille เยอรมัน 2006
เยอรมันกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งใช้แมสค็อตเป็นสิงโตขนฟูๆ พร้อมกับเจ้าลูกบอลที่มีชีวิตด้วย สร้างความแปลกตาได้ไม่น้อย


Zakumi แอฟริกาใต้ 2010
แมสค็อต ประจำปีล่าสุด ต้องบอกว่าอาภัพรักมากมาย เจ้าเสือดาวตัวน้อยนี้ ดูน่ารักสมกับทวีปแอฟริกาดี แต่เจอ วูวูเซล่า เข้าไป เล่นแย่งซีนดังอยู่คนเดียว ผู้คนต่างแห่กันไปซื้อ วูวูเซล่า มาเก็บไว้ ปล่อยให้ ซาคูมิ ต้องนอนเหงาๆ อยู่คนเดียว จริงๆ น่าจะใช้ วูวูเซล่า เป็นแมสค็อต จะเหมาะกว่านะ โดยที่ Za มาจาก รหัสประเทศของประเทศแอฟริกาใต้ และ kumi มีความหมายว่า 10

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตากระตุก !!


หลาย ๆ คนคงเคยตากระตุก แต่สิ่งแรกที่จะนึกถึงก็คือ "ขวาร้าย ซ้ายดี" มันเป็นคำเชื่อตังแต่โบราณมาแล้ว แต่แท้ที่จริงแล้วเมื่อไปพบแพทย์ แพทย์ได้บอกให้ฟังว่าอาการตากระตุก แบ่ง ได้เป็น 2 กรณี คือ เปลือกตากระตุก และลูกตากระตุก

เปลือกตากระตุก อาจเกิดจากนิสัยความเคยชินในวัยเด็ก เด็กบางคนสามารถกระตุกเปลือกตาและใบหน้าเป็นครั้งคราวได้ และสามารถหยุดได้ทันทีเมื่อต้องการหยุด อาการจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น นอกจากนั้นอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักพบในคนสูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จะมีอาการเปลือกตา ค่อยๆ บีบตัวเกร็งทีละน้อยจนกลายเป็นหลับตาแน่นมากทั้งสองตา เกิดเป็นครั้งคราว ขณะหลับจะไม่มีอาการ หากทิ้งไว้นาน ความรุนแรงและความถี่จะมากขึ้นจน กลายเป็นตาปิดตลอด ทำให้สูญเสียการมองเห็นได้

เปลือกตากระตุกอีกชนิดเกิดจากกล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้ากระตุก มักเกิดจากเส้นเลือดในสมองโป่งพอง หรือมีเนื้องอกกดเส้นประสาทที่มาเลี้ยงเปลือกตา จะมีอาการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเปลือกตาและกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกอาการ เกร็ง จะคงอยู่แม้ขณะหลับจะมีอันตรายต้องได้รับการผ่าตัด

ตากระตุก เป็นอาการกระตุกของลูกตาเป็นจังหวะด้วยทิศทางและความแรงแตกต่างกันออก ไปเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น เกิดขึ้นภายใน 2-3 เดือนแรกหลังคลอดหากลูกตากระตุกเท่าๆ กันในตาทั้งสองข้างอาจร่วมกับการมีศีรษะสั่นด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น นอกจากนี้ยังพบได้จากการล้าของกล้ามเนื้อตาทำให้ตากระตุก กลุ่มนี้ไม่มีปัญหา อะไรหายเองได้ แต่หากอาการตากระตุกเป็นอยู่นานๆ ควรต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของโรคจะได้แก้ไขอย่างถูกต้องต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อาถรรพณ์เลข 13


ความเป็นมาของศุกร์ 13
ความ เชื่อที่ว่าถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามแล้ว จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้น เป็นความเชื่อที่อยู่ในบรรดาชาติที่พูดภาษาอังกฤษทั่วโลก และยังขยายไปถึงชาติอื่นๆอีกด้วย และในประเทศบางประเทศอย่าง กรีซ สเปน ถือเอาวันอังคารที่ 13 เป็นวันโชคร้ายเช่นกัน สำหรับโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 มีชื่อเรียกว่า Paraskavedekatriaphobia หรือ paraskevidekatriaphobia หรือ friggatriskaidekaphobia ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรค triskaidekaphobia คือ โรคกลัวหมายเลข 13

จุดเริ่มต้นความเชื่อเรื่องศุกร์ 13 นั้น เชื่อมโยงกับความเชื่อที่ว่ามีคน 13 คนร่วมทานอาหารมื้อสุดท้ายกับพระเยซู (The Last Supper) ก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนในวันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) กระนั้น ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่า ประชาชนถือเอาว่าวันศุกร์ที่ 13 เป็นวันโชคร้ายจนเมื่อมาถึงศตวรรษที่ 19 อย่างไรก็ตาม หมายเลข 13 มีประวัติว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องโชคร้ายมายาวนาน เนื่องจาก ตามปฏิทินจันทรสุริยคติแล้ว ในบางปีต้องมีเดือน 13 เดือน ขณะที่ตามปฏิทินเกรกอเรียนและปฏิทินของศาสนาอิสลามจะมี 12 เดือนเสมอ

ขณะ ที่บ้างก็ว่า ความเชื่อนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความเชื่อและตำนานของชาวนอร์สในดินแดนสแกนดิ เนเวียที่เรียกว่า Norse myth เกี่ยวกับเทพ 12 องค์ มารวมกันจัดงานเลี้ยงในห้องโถงของเอกีร์ เทพแห่งมหาสมุทร แต่แล้วเทพแห่งไฟที่ชื่อ โลกิ ซึ่งไม่ได้รับเชิญมาร่วมงานจึงพังประตูรั้วเข้ามาร่วมงานในฐานะแขกคนที่ 13 และยังให้เทพฮอดซึ่งเป็นเทพแห่งความมืดมิดซึ่งตาบอดโยนกิ่งของพืชกาฝากใส่ บาลเดอร์ เทพแห่งความสุขและความยินดี จนบาลเดอร์สิ้นลมหายใจไปในทันที ทำให้โลกต้องตกอยู่ในความมืดมิดและความเศร้าสลด

กระนั้น ความเชื่อนี้มีผู้แย้งว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากข้อความในบทกวีโลกาเซนนาที่เป็นภาษาโอลด์นอร์สได้มีการกล่าวถึง ชื่อเทพ 17 องค์ที่ไปร่วมงานเลี้ยงดังกล่าว ซึ่งระบุว่าเทพโลกิเป็นผู้พังประตูรั้วเข้าไปจริง แต่ว่าเขาไม่ใช่คนที่ 13 และยังไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างบทดังกล่าวกับการถึงจุดจบของเทพบาลเดอร์อีก ด้วย

ด้วยเหตุนี้ คำอธิบายในข้อแรกจึงดูมีความเชื่อมโยงกับเรื่องความโชคร้ายของเลข 13 ที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ ซึ่งมีการบันทึกเอาไว้ในศตวรรษที่ 18 โดยเชื่อกันว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คน 13 คนมานั่งทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันแล้ว คนที่ลุกจากโต๊ะไปเป็นคนแรกจะเป็นคนแรกที่ต้องตาย

อีกทฤษฏีที่กล่าว ถึงวันศุกร์ที่ 13 ระบุว่า วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 เป็นวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวินเทมพลาร์ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

ทั้ง นี้ เรื่องที่น่าแปลกเกี่ยวกับวันศุกร์ที่ 13 คือ มีหลักฐานที่ยืนยันว่า วันศุกร์ที่ 13 เป็นวันโชคร้ายสำหรับใครบางคนจริงๆ โดยนักจิตวิทยาพบว่า ในบางคนจะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยในวันศุกร์ที่ 13 ซึ่งมีการให้เหตุผลเอาไว้ว่าเป็นเพราะบางคนรู้สึกวิตกจริตเป็นอย่างมากในวัน ศุกร์ที่ 13 โดยทางศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

"ผีอำ" คืออะไรกันแน่?


ผีอำ (sleep paralysis) เป็นอาการของจิตใจแบบหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในขณะกำลังเคลิ้มหลับหรือใกล้ตื่นนอน ในขณะนั้นสภาพจิตใจเริ่มรู้ต้วขึ้นบ้างแต่ยังไม่รู้ตัวเต็มที่ อาจรับรู้ทางหูหรือทางตาได้บ้าง แต่อาจแปลเสียงหรือภาพไปในทางน่ากลัวซึ่งอาจสัมพันธ์กับความฝันที่เกิดขึ้นก่อน อาจเห็นภาพผี ได้ยินเสียงร้องหรือรู้สึกเหมือนมีคนมาจับขา มาฉุดขา ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นตอนนั้น ร่างกายจะไม่สามารถเคลื่อนไหวตามคำสั่งสมองได้ ทำให้รู้สึกตกใจกลัวเพราะเคลื่อนไหวหนีหรือต่อสู้ไม่ได้ รู้สึกอึดอัด บางทีเหมือนมีอะไรมาทับหน้าอกไว้ เพราะเคลื่อนที่ไม่ได้นี่เอง ความรู้สึกเหมือนถูกผีหลอกนี้เองทำให้คนทั่วไปเรียกว่า "ผีอำ"

อาการหมดแรงอย่างสมบูรณ์หรือเพียงบางส่วน ทำให้มีลักษณะเหมือนเป็นอัมพาตทั้งตัว ขยับแขนขาไม่ได้ ลืมตาไม่ได้ พูดไม่ได้ หรือหายใจลึกๆ ไม่ได้ ในขณะที่รู้สึกว่าตนเองตื่นอยู่ มักจะมีการเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงหลอน หรือฝันร้ายร่วมด้วย ทำให้ตกใจกลัวมากขึ้น คนที่เกิดผีอำมักจะรู้สึกถึงสภาพหมดแรงที่เกิดขึ้นได้ดี ทั้งที่อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เพราะกำลังจะหลับหรือกำลังจะตื่น และมักจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีเมื่อตื่นขึ้น ผู้ที่เกิดผีอำครั้งแรกมักจะตกใจกลัวมาก จนรู้สึกเสมือนว่า ตนเองกำลังจะตาย โดยเฉพาะถ้าเห็นภาพหลอนหรือได้ยินเสียงหลอนที่คุกคามชีวิตของตนด้วย เมื่อตกใจตื่นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีต่อมา จึงอาจร้องเอะอะโวยวาย ร้องไห้ หอบเหนื่อย หน้าซีด ตัวสั่น หรือแสดงอาการตกใจกลัวอื่นๆผู้ที่เกิดผีอำมาแล้วหลายๆ ครั้งจะไม่ค่อยตกใจกลัว เพราะรู้ว่าอาการดังกล่าวไม่มีอันตรายอะไร และมักเป็นอยู่ชั่วครู่เดียว ไม่เกิน 10 นาที


สาเหตุของอาการผีอำในขณะที่กำลังจะหลับ มักจะเกิดจากโรคลมหลับ (narcolepsy) และโรคผีอำตามกรรมพันธุ์ (familial sleep paralysis) อาการผีอำที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะตื่น อาจจะเกิดจากโรคลมหลับ หรืออาจจะเกิดในคนที่อดนอนหรือนอนไม่พอมาหลายวัน หรือเข้านอนผิดเวลาได้อาการ อาการผีอำมักเกิดทันทีเมื่อหมดช่วงการหลับแบบตากระตุก จะเป็นอยู่ไม่กี่นาที แล้วค่อยๆ หายหรือหายทันที เมื่อถูกเรียก ถูกสัมผัส ถูกปลุก โดยใครก็ได้ ผู้ที่เป็นผีอำจะรู้สึกว่าตนนั้นตื่นอยู่ แต่ขยับเขยื้อนไม่ได้ ทั้งที่ตนได้พยายามขยับเขยื้อนแล้ว พยายามตะโกนเรียกให้คนช่วยแล้ว แต่ไม่มีคนได้ยิน เพราะไม่มีเสียงออกมา และเมื่อตื่นขึ้นจะจำเหตุการณ์และเล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อาการที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่าผีอำนั้น แท้ที่จริงคือ ล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าโดยเฉพาะหลังจากทำงานหรือดูหนังสือ แม้กระทั่งดูโทรทัศน์ เมื่อเรานอนด้วยความล้า ก็เกิดการประสานกันระหว่างสารเคมีกับสภาพชีวเคมีของร่างกาย เกิดอาการทั้งกดทั้งค้าง ทำให้เราขยับเขยื้อนไม่ไหว ในขณะนั้นเราตื่นอยู่ สมองเราก็ทำงานได้ แต่ร่างกายเรา ขยับเขยื้อนไม่ไหว เหมือนมีคนมาคุมเราอยู่ มาจับเราอยู่ มาตรึงเราอยู่ เราเลยเกิดเชื่อมโยงว่ามีผีมาจับตัวเรา ในที่สุดแล้วก็ไม่ใช่ผีสางที่ไหน ที่แท้คือความไม่สัมพันธ์กันระหว่างสมองกับร่างกายของเรา ซึ่งเป็นอาการชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นเอง อาการผีอำเกิดจากการที่กล้ามเนื้อของร่างกายเข้าสู่ภาวะการหลับที่เรียกว่า REM (Rapid Eye Movement) แต่สมองส่วนที่เป็นจิตสำนึกยังตื่นอยู่ อาการผีอำเป็นอาการที่ร่างกายกับจิตสำนึกหลับไม่พร้อมกัน หรือ ตื่นขึ้นมาไม่พร้อมกัน ผีอำเป็นสภาวะที่คล้าย ๆ กับการฝัน เพราะขณะที่ถูกผีอำคนคนนั้นจะอยู่ในสภาวะที่ขยับตัวไม่ได้



ในภาวะหลับแบบตากระตุก (REM sleep) จะมีการฝัน กล้ามเนื้อต่าง ๆ จะผ่อนคลายหมด ขยับตัวไม่ได้ ยกเว้นต้องตื่น คำว่าตื่น หมายถึงต้องมีการเขย่าตัวรุนแรง แล้วในช่วงเวลานั้นถ้ามีสิ่งเร้าอะไรที่มาทำให้ไม่สบาย เช่น อาจจะมีหมอนข้างมาวางอยู่บนตัวหรือขา หรืออาจจะนอนในท่าที่ไม่สบายนักก็จะมีการแปลภาวะนั้นเป็นความไม่สบาย แล้วบางทีก็ไปผูกเรื่องกับความฝัน ทำให้อยากจะออกจากสถานการณ์นั้น แต่ว่าทำไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อมันคลายไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นในภาวะอย่างนั้น ก็จะเป็นสภาวะที่รู้สึกเหมือนกับว่าใครมากดทับ เป็นสภาวะที่หลีกหนีไปไม่ได้ แต่สักพักหนึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง อาการอึดอัดหายใจไม่ออก ขยับตัวก็ไม่ได้แม้เพียงปลายนิ้ว เหมือนกับร่างกายถูกตรึงด้วยอำนาจลึกลับที่ถาถมสู่ร่างกายอย่างน่าสะพรึงกลัว บางคนถึงกับอยากตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่บริเวณนั้น แต่ทำไม่ได้ ได้แต่นอนตัวแข็งอยู่บนเตียงด้วยหัวใจเต้นตูมตาม ผู้ที่ถูกผีอำส่วนใหญ่จะนอนอยู่บนเตียง มีเป็นส่วนน้อยที่จะโดนอำในท่านั่งหลับบนเก้าอี้ หรือท่าที่ไม่น่าจะสบายนัก และมักจะเกิดกับคนที่นอนหงายมากที่สุด ระยะเวลานานตั้งแต่ 2-3 วินาที จนถึง 10 นาที โดยจะหายไปเอง หรือไม่ก็ผู้ที่ถูกผีอำพยายามเอาชนะอาการเอง หรือมีคนมาช่วยสะกิดปลุกให้ตื่นขึ้น โดยมีอาการหลอนทางประสาทสัมผัสเกิดร่วม ได้แก่ หลอนว่าตัวลอยหรือบินได้ หรือเหมือนกำลังออกจากร่าง หมุนเคว้ง หลอนทางสัมผัสกาย เช่น มีใครมากดทับหน้าอก หรือ มีใครมาสัมผัสตัว หรือ ดึงตัวเอาไว้กับเตียง บางทีก็รู้สึกว่าผ้าคลุมเตียงเคลื่อนไหว บางคนก็โดนเขย่าตัว หรือ มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น หลอนทางการได้ยิน เช่น ได้ยินเสียงย่างเท้า เสียงเคาะประตู เสียงหายใจ เสียงคุย เสียงกระซิบ เสียงฮัม เสียงหึหึ หลอนทางการมองเห็น เช่น เห็นหมอกควัน หรือ ความมืดคลึ้ม เห็นร่างคน สัตว์ หรือ อสูรกาย บางทีก็มีการโต้ตอบทั้งทางกายหรือวาจากับสิ่งที่เห็นนั้น อย่างเป็นเรื่องเป็นราว หลอนทางการได้กลิ่น เช่น ได้กลิ่นเครื่องหอม กลิ่นสาบ โดยทั่วไปมักจะเกี่ยวข้องกับการนอน และสัมพันธ์กับสถานการณ์ ในชีวิตประจำวัน เช่น สถานการณ์ที่ทำให้เขากังวล ตื่นเต้น พูดได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะถูกผีอำได้ ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตใจอะไรหรอก เป็นเพียงตะกอนความคิดที่เกิดจากชีวิตประจำวัน บางคนหาทางออกไม่ได้ ก็ไปออกในช่วงที่นอน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคนคนนั้นเริ่มมีภาวะความเครียด แล้วเดี๋ยวร่างกายก็ปรับสมดุลได้เอง ไม่มีที่นอนแล้วผีอำทุกวัน ไม่ถือเป็นโรค ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วมันจะหายเอง รายที่เป็นมาก แสดงว่ามีปัญหามาก แล้วมักจะเก็บไปฝัน ซึ่งบางคนอาจจะมาในแง่ฝันร้าย ถ้าฝันร้ายแล้วหลับสนิท ก็จะเล่นไปในฝัน แต่ถ้าตื่นขึ้นมานิดนึงก็จะรู้สึกว่าขยับตัวไม่ได้ ครึ่งหลับครึ่งตื่น กำลังเคลิ้ม เหมือนจริง เป็นสภาวะของผีอำ
การรักษาผีอำไม่มีอันตราย ในคนปกติก็เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องการการรักษาใดๆ ทั้งสิ้นเมื่อรู้สึกว่าโดนผีอำอยู่ ให้รีบตั้งสติทันที อย่าตกใจ การออกจากผีอำจะได้ผลดีที่สุดเมื่อรีบทำตั้งแต่มันเกิด พยายามขยับกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อนิ้ว อะไรที่เล็กๆก่อน เพราะหากขยับได้ มันจะทำให้เราหลุดออกทันที ถ้านานๆ เป็นครั้ง หรือเกิดจากการอดนอน นอนไม่พอ หรือนอนผิดเวลา ไม่ต้องรักษา นอกจากนอนพักผ่อนให้พอ และอย่านอนผิดเวลาเท่านั้น ถ้าเป็นบ่อยหรือเป็นมาก กลัวมาก หรือไม่สามารถหลับให้พอได้เอง การใช้ยาที่ลดการหลับแบบตากระตุก เช่น ยาอิมิพรามีน (imipramine เม็ดละ 25 มิลลิกรัม) 1-2 เม็ดก่อนนอน จะช่วยให้หลับแบบตาไม่กระตุกเพิ่มขึ้น ทำให้อาการผีอำและอาการหลอน ซึ่งเกิดในการหลับแบบตากระตุก ลดลง และทำให้อาการผีอำดีขึ้น หรือหายไปได้ ผ่อนคลายความเครียดก่อนนอนสัก 1-2 ชั่วโมง ไม่ทำอะไรที่มันตื่นเต้น เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกมส์ ก่อนนอนอาจจะอาบน้ำอุ่น หรือดื่มนมอุ่นๆ โดยเฉพาะนมถั่วเหลือง จะทำให้หลับสบายขึ้น หรืออาจจะใช้วิธีสะกดจิตเข้าช่วยโดยการโปรแกรมจิตใหม่ก็จะช่วยได้ กรณีที่มีอาการมากๆ อาจใช้ยาคลายเครียด หรือยาต้านเศร้า ซึ่งจะทำให้หลับสนิทขึ้นโดยไม่ฝันมากนัก คือคนที่ผีอำจะฝันปนอยู่ด้วย เราก็ทำความฝันนั้นให้น้อยลง อาการผีอำก็จะลดลงเหมือนกัน หลักง่ายๆ เวลาโดนผีอำให้นอนเฉยๆ สักพักอาการจะหายไปเอง

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ไก่ KFC อันตราย

KFC เป็นอาหารที่คนอเมริกันกินกันมาก และแพร่หลายมากในอเมริกา


จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ KFC ของมหาวิทยาลัยนิ วแฮมเชียร์ พบข้อเท็จจริงบางอย่างที่น่าตกใจ แต่ก่อนอื่น ใครรู้บ้างว่า


ทำไมบริษัท ถึงต้องเปลี่ยนชื่อจาก Kentucky Fried Chicken ไป เป็นKFC ??? เหตุผลเป็นเพราะว่า บริษัทนี้ไม่สามารถใช้คำว่า 'chicken' หรือ ไก่ได้อีกต่อไป เพราะ KFC ไม่ได้ใช้ไก่จริงๆ


ในการทอดขาย ลูกค้า แต่บริษัทนี้ใช้ 'ไก่ที่ผ่านการตัดแต่ง พันธุกรรม' มาทอดให้ลูกค้ากิน ไก่นี้ได้รับการเลี้ยงให้มีชีวิตอยู่ด้วยการต่อท่อ เข้าไปในร่างกายของไก่เพื่อปั๊มเลือด และฉีดสารอาหารบำรุงกำลังเข้าไปในตัวไก่.... ไก่พวกนี้ไม่มีจะงอย ไม่มีขน และไม่มีเท้าหรือตีนนี่แหละครับ (เพราะฉะนั้น จึงนำไปทำยำเล็บมือไม่ได้ด้วยครับ) เพื่อ ทำให้โครง สร้างของกระดูกหดตัวลง เพื่อให้ได้ เนื้อมากที่สุด ซึ่งสิ่งนี้เป็นกลยุทธ์เด็ดของ KFC เพราะมันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการผลิต ให้กับบริษัทเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ไม่ต้องถอนขน จะงอย และเท้า(หรือตีน) ไก่เวลาฆ่า


รัฐบาลอเมริกันไม่อนุญาตให้ใช้คำว่า ' ไก่ ' กับผลิตภัณฑ์ที่พวกเขา ใช้อีกต่อไป ขอให้ดูภาพแล้วคุณจะรู้ว่า ทำไมถึง ไม่ให้เรียกว่า ' ไก่ ' ???


คนที่นำข้อมูลนี้มาเปิดเผย ไม่ได้ต้องการสร้างให้เกิดกระแสตื่นตระหนกแต่อย่างใด แต่ต้องการให้สาธารณะชนได้รับรู้ เพื่อที่ ทางบริษัทจะได้มีจิตสำนึก และหันกลับมาใช้ ' ไก่ ' ที่แท้จริงมาทำผลิตภัณฑ์



วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทาครีมบำรุงอย่างถูกวิธี…เผยผิวสวยใสไปอีกนาน


สมัยนี้มีครีมบำรุงผิวให้เลือกมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น ลดรอยตีนกา ยกกระชับผิว คืนความชุ่มชื่น ลดเลือนจุดด่างดำ ฯลฯ แล้วเคยสงสัยไหมคะว่า ในการทาครีมแต่ละครั้ง เราควรจะใช้ครีมปริมาณเท่าใด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด...ที่สำคัญไม่เปลืองสตางค์ในกระเป๋า เพราะหากใช้อย่างถูกวิธี ก็จะช่วยประหยัดไปได้เยอะทีเดียว


1. การทาครีมบนใบหน้า ปริมาณครีมที่ใช้แต่ละครั้งต้องให้พอเหมาะ เพราะถ้าใช้น้อยเกินไป ก็จะเห็นผลช้า ทามากเกินไป ก็จะทำให้หน้ามัน ควรใช้ครีมประมาณ 1 ข้อนิ้ว / การทาครีม 1 ครั้ง เริ่มแต้มครีมที่บริเวณ 5 จุด คือ หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง และคาง โดยใช้นิ้วกลางและนิ้วนางเกลี่ยจากส่วนกลางไปยังส่วนข้าง ซ้ายออกซ้าย ขวาออกขวา ตามด้วยแนวสันจมูก ใต้โพรงจมูก คาง และหน้าผาก เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้

2. การทาครีมรอบดวงตา ใช้เนื้อครีมประมาณ 1 เมล็ดถั่วเขียว โดยใช้นิ้วนางในการทา เพราะน้ำหนักกดเบาที่สุด โดยทาครีมไล่ตามแนวโครงกระดูกเบ้าตา จะเริ่มที่หัวตาหรือหางตาก่อนก็ได้ จากนั้นทาวนไปรอบ ๆ ดวงตา และควรวนไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองข้

3. การทาครีมบริเวณลำคอ ใช้เนื้อครีมเท่ากับที่ทาใบหน้า โดยเริ่มทาจากบริเวณที่กว้างที่สุดของลำคอ คือ บริเวณฐานลำคอแล้วใช้ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบไล้ขึ้น ไม่ควรทาลง เพราะจะทำให้ผิวบริเวณลำคอหย่อนยาน


4. การทาครีมบริเวณหน้าอก ใช้ครีมที่เหลือจากลำคอ ทาลูบไล้ในช่วงอกต่อไป โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบา ๆ และวนให้ทั่วแผ่นอก แล้วค่อยไล่ทาไปที่หน้าท้องและส่วนหลัง


5. การทาครีมบริเวณแขน ควรทาครีมที่บริเวณต้นแขนด้านท้องแขน แล้วทาวนขึ้นหลังแขน โดยการใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบา ๆ เพื่อให้เนื้อครีมซึมซับเข้าสู่ผิว


6. การทาครีมบริเวณขาและเท้า ควรเริ่มต้นที่ต้นขา แล้วค่อยวนไปที่ปลายขา เน้นบริเวณหน้าแข้งทั้งสองข้าง เพราะบริเวณนี้ผิวค่อนข้างแห้งที่สุด และไม่ควรลืมทาครีมที่บริเวณเท้าทั้งสองข้าง ทาทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า พร้อมทำการนวดให้ทั่วอุ้งเท้า เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต