วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

โพลสำรวจ GAT- PAT

สวัสดีครับ.. วันนี้ มีโพลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสอบ GAT- PAT ครั้งที่ 2 มาฝากกันครับ โพลครั้งนี้ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากน้องๆ ที่เข้าสอบ GAT- PAT ครั้งที่ 2 ที่เข้ามาหาข้อมูลแอดมิชชั่นในเว็บไซต์เด็กดีดอทคอม

โดยโพลนี้ได้ทำการสำรวจตั้งแต่วันที่ 18-21 กรกฏาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งมีโพลที่น่าสนใจหลายหัวข้อเลย รับรองแล้วฟังผลจะต้องสะดุ้ง ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยครับ..



อ่านโพลเด็กดีครั้งนี้แล้ว สรุปได้ข้อคิดหลายอย่างนะครับ อย่างหนึ่งที่เห็นเลยก็คือ การสอบในรอบที่ 2 น้องๆ หลายคนไม่ค่อยได้เตรียมตัวมาเท่าที่ควร และมักจะคิดว่าจะไป หวังเอาในครั้งที่ 3 ซึ่งจะทำได้ หรือเปล่าก็ยังไม่รู้..

ดังนั้น ตราบใดที่การสอบ GAT- PAT มีให้สอบหลายครั้ง อารมณ์สอบเล่นๆ หรือมาลองสนามสอบย่อมเกิดขึ้นแน่นอน และท่ามกลางอารมณ์เหล่านี้แหละ คือนาทีทองของคนที่เตรียมตัวมาอย่างดี ที่จะพลิกให้เป็นโอกาสแซงหน้าเพื่อนๆ เข้าสู่เส้นชัยได้ ^_^

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

20 ก.ย. คือวันอะไร..

วันที่ 20 กันยายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันเยาวชนแห่งชาติ" ค่ะ แล้ววันนี้มีความเป็นมาอย่างไร สำคัญอย่างไรนั้น ??


วันเยาวชนแห่งชาตินี้เกิดขึ้นจากการที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ปี พ.ศ. 2528 เป็นปีเยาวชนสากลค่ะ เพื่อที่จะมุ่งเน้นให้เยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15 - 25 ปี ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองที่จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต และสามารถช่วยสร้างเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

และที่สำคัญ วันที่ 20 กันยายน ยังเป็นวันมงคลอย่างยิ่ง เนื่องมาจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์สองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งทั้งสองพระองค์ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติในขณะที่ยังทรงพระเยาว์

จึงถือเป็นวันสิริมงคลที่เยาวชนควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ ทางคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 กำหนดให้วันที่ 20 กันยายนของทุกปีเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ
วันเด็กยังมีคำขวัญประจำทุกปี วันเยาวชนแห่งชาติก็มีคำขวัญเช่นกันค่ะ โดยองค์การสหประชาชาติเค้าใช้คำขวัญว่า “Participation, Development and Peace” ซึ่งถอดความเป็นภาษาไทยว่า “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” ซึ่งมีความหมายที่ดี และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

ส่วนกิจกรรมในวันเยาวชนแห่งชาติ หน่วยงานต่างๆ ก็จะจัดขึ้นเป็นประจำค่ะ ซึ่งในปี พ.ศ. 2552 นี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ทุกภูมิภาคทั่วประเทศได้ร่วมกันจัดกิจกรรมขึ้น ในลักษณะของ “เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน” โดยมีกิจกรรมที่สำคัญ เช่น การสรรหาและเชิดชูเยาวชนดีเด่นแห่งชาติและผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเยาวชน การจัดงานมหกรรมวันเยาวชนแห่งชาติ ปี 2552 ภายใต้หัวข้อ “มหกรรมเยาวชนสร้างอาชีพและสิ่งประดิษฐ์ เพื่อเศรษฐกิจพอเพียง” ระหว่างวันที่ 18 – 20 กันยายน 2552 ณ อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ผู้ที่สนใจ ลองไปเที่ยวงานนี้กันดูนะคะ


วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

"รถไฟใต้ดิน" ปัจจัยที่ 5 ของชาวเกาหลีที่กรุงโซล

โดยรถไฟใต้ดินหรือ 지하철 (ชีฮาช่อล) ของกรุงโซลนั้น มีมาตั้งเกือบ 40 ปีแล้วนะคะ ! เริ่มต้นมีเพียง 9 สถานี แต่ปัจจุบันมีทั้งหมด 263 สถานี เรียกได้ว่ารถไฟใต้ดินนั้นครอบคลุมทั่วกรุงโซลเลย แถมยังยาวไปถึงต่างจังหวัดหรือเขตปริมณฑลด้วย เปิดให้บริการทุกวัน 06.00 - 24.00 น.

สาย 1 หรือ สายสีน้ำเงิน โดยต้นสายฝั่งหนึ่ง จะอยู่ที่อินชอน (เมืองที่เป็นที่ตั้งของสนามบิน นานาชาติ) ส่วนปลายสายของอีกฝั่งจะอยู่ที่ อึยจองบู หรือ เมืองที่เป็นที่ตั้งของสตูดิโอการ ถ่ายทำซีรีส์ชื่อดังเรื่องแดจังกึมค่ะ
สาย 2 หรือ สายสีเขียว เรียกได้ว่าเป็นสาย ธุรกิจของกรุงโซลเลย เพราะผ่านทั้งย่านซินชน ซึ่งเป็นย่านรวมวัยรุ่นและมหาวิทยาลัยต่างๆ รวม ไปถึงย่านคังนัม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นย่านคนรวยของ เกาหลีใต้ ซึ่งสาย 2 นั้นได้ชื่อว่าเป็นสายที่มีผู้ใช้ บริการมากที่สุด เช่น ในปี 2007 มีผู้ใช้บริการ มากถึง 707,328,238 ครั้ง !!
สาย 3 หรือ สายสีส้ม ต้นสายฝั่งหนึ่งอยู่ที่เมืองอิลซาน (ร้านพิซซ่าของคุณพ่อเซียแห่งดงบังชินกิก็อยู่ที่เมืองนี้นะ ^^) จากนั้นจะวิ่งเข้ากรุงโซลผ่านสถานที่สำคัญ เช่น คยองบกกุง ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังคยองบกที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดของเกาหลี รวมถึง ย่านอับกุจง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท sm town นั่นเอง นอกจากนั้นยังมี Express Bus Terminal คล้ายๆ หมอชิตที่รวมรถบัสไปต่างจังหวัด
สาย 4 หรือ สายสีฟ้า สำหรับสายนี้ สถานที่ที่สำคัญที่สุดคงไม่พ้นมยองดง ย่านที่รวมวัยรุ่นไว้มากที่สุดของกรุงโซล หรือเรียกง่ายๆ ว่าสยามแสควร์ของเกาหลีนั่นเอง
สาย 5 หรือ สายสีม่วง ซึ่งเป็นสายที่วิ่งไปถึงสนามบินกิมโพซึ่งเป็นสนามบินภายในประเทศของเกาหลีใต้ รวมถึงยังวิ่งผ่านย่านเศรษฐกิจที่สำคัญอีกย่านของกรุงโซล คือ ย่านยออีโด ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐสภาเกาหลีใต้ ตึก 63 หรือตึกที่สูงที่สุดของเกาหลีใต้ และ บริษัท KBS ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตซีรีส์และรายการต่างๆ มากมาย
สาย 6 หรือ สายสีน้ำตาลส้ม วิ่งผ่านสถานที่สำคัญ เช่น ย่านอีแทวอน ซึ่งเป็นย่านรวมชาวต่างชาติ รวมถึงมหาวิทยาลัยเกาหลี หรือ Korea University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 3 ของประเทศเกาหลี
สาย 7 หรือ สายสีเขียวแก่ ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ แล้ว อาจจะไม่ค่อยได้ใช้บริการรถไฟใต้ดินสายนี้มากเท่าไรนัก เพราะไม่ได้วิ่งผ่านสถานที่สำคัญมากเท่าใดนัก ยกเว้นสถานี Express Bus Terminal ซึ่งจะตัดผ่านกับสาย 3 ที่กล่าวไปแล้วข้างต้นค่ะ
สาย 8 หรือ สายสีชมพู สายนี้ก็เช่นเดียวกันสาย 7 ค่ะคือไม่ได้วิ่งผ่านสถานที่สำคัญมากเท่าไร และยังเป็นสายที่สั้นที่สุดในบรรดารถไฟใต้ดินทั้ง 8 สาย

แน่นอนว่าในเมื่อมีเส้นทางเยอะขนาดนี้ จะต้องมีสถานีเชื่อมต่อหรือจุดเปลี่ยนสถานีกันเยอะมากๆ ซึ่งหากถึงสถานีที่สามารถเปลี่ยนสายรถได้แล้วนั้น ก็จะมีเสียงสัญญาณโดยจะคล้ายๆ เสียงนกร้องจิ๊บๆ ต้องตั้งใจฟังกันให้ดี ส่วนการเปลี่ยนสถานีนั้น ขอบอกว่าเดินไกลมากๆ ค่ะ เพราะสถานีรถไฟใต้ดินของกรุงโซลนั้นใหญ่และกว้างมาก เพราะฉะนั้นการเดินเปลี่ยนสถานีนั้นจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที แต่ก็ไม่ต้องกลัวจะเซ็งค่ะ เพราะระหว่างเดินเปลี่ยนสถานีนั้น ก็จะมีร้านค้าต่างๆ มากมายซึ่งตั้งอยู่ในสถานีให้พวกเราได้เดินดูกันอย่างเพลินตาเพลินใจ ไม่ว่าจะเป็นของขายแบกับดินหรือร้านแบรนด์เครื่องสำอางต่างๆ ก็ยังมีอีกแน่ะ นอกจากนี้ถ้าเป็นสถานีใหญ่ๆ ก็จะมีตู้เก็บสัมภาระอัตโนมัติไว้คอยบริการด้วย
และอีกอย่างก็คือ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นรถไฟใต้ดิน แต่ในบางสถานีที่แล่นผ่าน รถไฟใต้ดินนี้ก็จะขึ้นมาวิ่งบนดิน ให้เราได้ชมวิวทัศนียภาพของกรุงโซลได้ด้วยอีกนะคะ

เรื่องราคาค่าโดยสารนั้น จะเริ่มต้นที่ 900 วอน (ตอนนี้ประมาณ 25 บาท) สำหรับ 10 กิโลเมตรแรก และ 10-40 กิโลเมตรต่อ ไปคิดเพิ่ม 100 วอนต่อ 5 กิโลเมตร เรียกได้ว่าถูกมากๆ เลยค่ะ นั่งจนรากงอกจากต้นสายสุดปลายสายใช้เวลา 2 ชั่วโมง เสีย กันไม่เกิน 40 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งพี่เป้ขอแนะนำให้ใช้ T-Money ซึ่งเป็นบัตรเติมเงินสำหรับการใช้โดยสารรถไฟใต้ ดินหรือรถประจำทาง จะทำให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
สำหรับสิ่งที่ต้องระวังในการใช้บริการรถไฟใต้ดินที่กรุงโซลนั้น พี่เป้คิดว่าน่าจะเป็นการงงหรือสับสนกับสถานีต่างๆ ค่ะ เพราะว่ามีตั้ง 8 สาย สายหนึ่งก็มีประมาณ 40 สถานี หากดูแผนที่แล้วรับรองต้องงงแน่ๆ เพราะมันตัดกันไปมาดูยุ่งเหยิงมาก อีกอย่างคือ ตามสถานีต่างๆ จะมีห้องน้ำไว้เผื่อยามข้าศึกมาประชิด ซึ่งบางสถานีก็ห้องน้ำสะอาด แต่บางสถานีก็ไม่ไหวเอาซะเลย กลิ่นลอยมาแต่ไกล เพราะฉะนั้นก่อนใช้บริการก็อย่าลืมทำธุระส่วนตัวออกจากที่พักให้เรียบร้อยด้วยนะคะ อ้อ ถ้ากำลังนั่งๆ อยู่ แล้วมีคนขึ้นมาขายของตะโกนโหวกเหวกก็ไม่ต้องแปลกใจนะคะ เป็นเรื่องธรรมดาของที่นั่นเค้าล่ะค่ะ ^^ เอาล่ะ ทำความรู้จักรถไฟใต้ดินของกรุงโซลกันไปพอหอมปากหอมคอแล้ว ใครมีโอกาสได้ใช้บริการก็อย่านั่งจนหลงทางล่ะ

เรื่องน่ารู้ของ...ไข่ไก่ใบกลม ๆ

ไก่กับไข่อะไรจะเกิดก่อนกัน...??????
ถามทีไรเป็นอันต้องทะเลาะกันทุกทีไปแต่ว่าลองมาดู 5 เรื่องน่ารู้ของไข่ไก่กันดีกว่า
1. ทำไมไข่ทุกฟองไม่ฟักเป็นตัว
ไข่ที่ผลิตแต่ละฟองจะถูกปล่อยออกมาตามท่อรังไข่อย่างสม่ำเสมอ และแม่ไก่ก็พร้อมจะวางไข่ กระบวนการนี้จะดำเนินไปตลอด ไม่ว่าไข่จะมีการปฏิสนธิหรือไม่ก็ตาม นั่นคือเหตุผลที่ไข่ไก่ทุกฟองไม่ฟักเป็นตัว

2. ไข่สุก-ไข่ดิบ อะไรมีประโยชน์กว่ากัน
เราไม่ควรกินไข่ดิบ เพราะในไข่ดิบอาจจะมีเชื้อโรค และไข่ขาวดิบยังย่อยยากอีกด้วย หากเรากินไข่ขาวดิบเข้าไป มันจะผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ไปโดยไม่ได้ย่อย ร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้ หากจะกินไข่ลวกควรลวกให้ไข่ขาวสุกเสียก่อน

3. ช่องวางไข่ในตู้เย็น ทำอายุไข่สั้นเปลือกไข่มีลักษณะเป็นรูพรุนตลอดทั้งฟอง รูที่เปลือกมีขนาดเล็กมากเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ผิวไข่ที่เราเห็นจึงดูเรียบเนียน และเพราะเปลือกมีรูพรุนทำให้ไข่สามารถดูดซึมกลิ่นต่าง ๆได้ง่าย จึงไม่นิยมเก็บไข่ไว้กับอาหารที่มีกลิ่นฉุน อย่างกะปิ น้ำปลา การเก็บไข่ควรเก็บไว้ในตู้เย็นจะเหมาะกว่าเก็บที่อุณหภูมิปกติ และควรใส่ในภาชนะแล้ววางไว้บนชั้นวางธรรมดาดีกว่าใส่ในช่องวางไข่ที่ฝาผนังตู้เย็นซึ่งจะมีอุณหภูมิที่สูงทำให้ไข่เสียเร็วกว่าที่ควร

4. เก็บไข่ควรนำด้านแหลมลง
การวางไข่โดยเอาด้านแหลมลงและให้ด้านป้านอยู่บน ไข่แดงที่มีน้ำหนักเบากว่าไข่ขาว แม้จะพยายามลอยตัวขึ้นบนแต่ก็จะปะทะกับโพรงอากาศที่อยู่ทางด้านป้านไม่ปะทะกับเปลือกไข่ ไข่แดงจึงอยู่กลางใบหากเราเปลี่ยนเอาทางด้านป้านลงไข่แดงจะลอยขึ้นไปติดที่เปลือกไข่ทำให้ไข่แดงแตกง่ายเวลาตอก การเก็บไข่จึงควรนำด้านแหลมลงทุกครั้ง

5. ไข่ไม่ได้เป็นแค่อาหาร
ไข่ขาว นำมาทำเป็นส่วนประกอบของยางบางชนิด ทำสีทาสิ่งของ ทำกาว ทำหมึกพิมพ์ ช่วยย้อมหนัง กำจัดสิวเสี้ยนไข่แดง ทำสบู่ สี แชมพู ตกแต่งหนังสัตว์ บำรุงผิวเปลือกไข่ ทำอาหารสัตว์ ปุ๋ย และนำไปทำสิ่งประดิษฐ์ได้อีกหลายสิบอย่าง

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

เตือนภัย : ใส่คอนแทคระวังอันตราย

การใส่คอนแทคเลนส์ ทำให้การส่งผ่านออกซิเจนระหว่างอากาศกับกระจกตาดำลดลง (กระจกตาดำต้องการออกซิเจนจากหน้าสัมผัสกับอากาศภายนอกโดยการละลายของออกซิเจนในน้ำตาผ่านเข้าไป) ดังนั้น ผู้ใช้คอนแท็กเลนส์บางคนที่มีการสร้างน้ำตาบกพร่อง (ไม่ว่าจะเป็นในแง่ปริมาณ และ/หรือคุณภาพของน้ำตา) ทำให้การส่งผ่านออกซิเจน-น้ำตา-กระจกตาดำลดลง
เตือนภัย : ใส่คอนแทคระวังอันตราย
ซึ่งผลก็คือ กระจกตาดำขาดอากาศหายใจ ทำให้เซลล์เยื่อบุผิวกระจกตาดำซึ่งมีบทบาทในการทำให้กระจกตาดำคงความใสอยู่ได้ตลอดเวลา ลดจำนวนลงไป ภูมิคุ้มกันของตา โดยเฉพาะ บริเวณกระจกตาดำลดลงไป เสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น
สำหรับอัตราของผู้ใช้คอนแทคเลนส์ โดยดูแลอย่างถูกต้อง (ไม่ใส่ค้างคืน ไม่ขี้เกียจล้าง) อยู่ที่ ๑:๒๐๐:๑ ปี (ใน ๑ ปี คนใช้คอนแท็กเลนส์ อย่างถูกวิธี ๒๐๐ คน จะมี ๑ คน ที่เกิดการติดเชื้อทั้งที่รุนแรงและไม่รุนแรง)


การใส่คอนแทคเลนส์เมื่อมีการติดเชื้ออย่างอ่อนๆ อาจมีอาการเพียงการคัน ระคายเคือง หรือมีน้ำตาไหลเท่านั้น ทำให้ร่างกายพยายามเอาระบบภูมิคุ้มกันมายังกระจกตาดำ (ซึ่งเป็นอวัยวะที่ไม่มีหลอดเลือดมาเลี้ยงโดยสิ้นเชิง) มากขึ้น หลอดเลือดที่เยื่อบุตาขาวจะขยายตัว ในผู้ที่เกิดการระคายเคืองการแพ้สารที่อยู่ในน้ำยาสารพัดอย่าง มีการขยายตัวของหลอดเลือดนี้ได้บ้างเหมือนกัน บางรายหลอดเลือดถึงกับงอกไปบนกระจกตาดำเลยทีเดียว

ในบางประเทศ ทุกคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ต้องได้รับการตรวจพื้นฐาน ได้แก่ ความโค้งของกระจกตา (คอนแท็กเลนส์มีหลายความโค้ง การเลือกความโค้งให้เหมาะกับตาแต่ละคนก็เป็นเรื่องสำคัญ) ตรวจคุณภาพน้ำตา และโรคตาที่อาจยังไม่แสดงอาการก่อนที่จะเริ่มใส่คอนแทคเลนส์ และในบางคนอาจได้รับคำแนะนำให้เลือกใช้วิธีแก้ไขสายตาอย่างอื่นแทน ทั้งที่ดูๆ เขาก็เป็นคนปกติ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องตามาก่อน


เตือนภัย : ใส่คอนแทคระวังอันตราย
แต่พอหันกลับมาดูที่ประเทศไทย คอนแทคเลนส์นั้นหาซื้อได้ง่ายถึงขั้นที่ว่าขายกันอยู่ตีนบันไดทางขึ้น – ลง รถไฟฟ้า วัยรุ่นก็ให้ความนิยมหาซื้อกันมาใส่ ถูกผิดก็ลองๆ กันไป...มีปัญหาค่อยหาหมออีกทีแบบพี่เหมี่ยวว่าไม่คุ้มเลยนะคะ เสียเงินได้ของไม่มีคุณภาพมาใช้แล้วยังต้องเสี่ยงอันตรายอีก

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

เทรนด์ใหม่ "ปั่นจักรยาน" ไปเรียน..

สวัสดีค่ะวันนี้พี่ขอปั่นจักรยานมาทักทายนะคะ อยากช่วยลดโลกร้อนบ้างค่ะ เพราะขนาดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ยังรณรงค์ให้นิสิตในมหาวิทยาลัยกลับมาใช้จักรยานแทนขับรถเก๋ง ใน "โครงการKU Bike" ให้เข้ากับยุคสมัยอนุรักษ์การใช้พลังงาน และลดโลกร้อนในคราวเดียวกัน


ซึ่ง "โครงการ KU Bike" เป็นโครงการที่ทางองค์การบริหารองค์การนิสิต มก.รณรงค์ให้เพื่อนนิสิตกลับมาใช้จักรยานกันอีกครั้ง เพื่ออนุรักษ์พลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการจราจรในมหาวิทยาลัยติดขัด เนื่องจากการใช้รถยนต์จำนวนมาก


ทาง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี กล่าวว่า โครงการ KU Bike จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน ซึ่งเป็นวัน "สืบ นาคะเสถียร" เพื่ออนุรักษ์สภาพแวดล้อม ทำให้อากาศภายในวิทยาเขตบางเขนบริสุทธิ์ขึ้น และขณะนี้ถนนในวิทยาเขตบางเขนได้มีการปรับเป็นช่องทางจักรยานแล้ว ซึ่งต่อไปจะไม่ให้รถยนต์เข้าพื้นที่การเรียนการสอน แต่จะสร้างอาคารที่จอดรถรอบๆ แล้วจะมีรถบริการรับ-ส่งภายในให้


อีกทั้งยังจัดงบประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี เพื่อซื้อจักรยานให้นิสิตยืมใช้ ทั้งคนที่อยู่หอพัก และอยู่บ้าน โดยต่อไปจะไม่จำกัดเฉพาะนิสิต แต่ครูอาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัยยืมใช้ได้ด้วย


พจนา บุญชัยยะ นายกองค์การบริหารองค์การนิสิต มก. บอกว่า ตอนแรกนิสิตมีคำถามว่ามหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงการจราจรทำไม หลังอธิบายให้ฟังว่าจะมีการรณรงค์ใช้จักรยาน เพื่ออนุรักษ์พลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม นิสิตต่างตระหนัก และเห็นถึงความสำคัญ ตอนนี้นิสิตถามกันตลอดว่าโครงการยืมจักรยานใช้เริ่มได้หรือยัง

พี่ขอยืมด้วยได้ไหมคะ ? (ฮ่าๆ) ฟังแล้วอยากเห็นบรรยากาศนิสิตปั่นจักรยานไปเรียนจังเลยค่ะ คงเป็นภาพที่น่ารักทีเดียว แถมยังช่วยประหยัดค่าน้ำมันรถได้ด้วยนะคะ อากาศก็ไม่มีมลพิษ ไม่มีเสียงดังรบกวน และปั่นจักรยานบ่อยๆยังเป็นการออกกำลังกายได้อีกทางหนึ่งด้วย มีแต่ได้กับได้อย่างนี้ น้องๆคนไหนอยากนำไปใช้บ้าง พี่สนับสนุนเต็มที่คะ