วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วันแม่ของแต่ละประเทศ

วันแม่แห่งชาติไทยเราตรงกับวันที่ 12 ส.ค.ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ริเริ่มเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2519 โดยคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

สำหรับประเทศอื่นมีวันแม่เช่นกัน เช่นที่สหรัฐ ตรงกับวันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม และญี่ปุ่นเลียนแบบมาจากสหรัฐอีกต่อ

วันแม่ของสหรัฐ มาจากหญิงสาวชื่อ แอนนา มารี จาร์วิส ในเมืองกราฟตัน รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ระลึกถึงแม่ของตน โดยหลังแม่เสียชีวิตไป 2 ปี แอนนาจัดงานรำลึกถึงพระคุณแม่ เริ่มเฉลิมฉลองกับผู้คนกลุ่มเล็กๆ จากนั้นจึงส่งเสริมให้วันแม่ เป็นวันหยุดสำคัญของท้องถิ่น กระทั่งกลายเป็นวันหยุดประจำชาติในปี 2457 โดยมีดอกคาร์เนชั่นสีขาว เป็นสัญลักษณ์เพื่อให้เป็นตัวแทนของความอ่อนหวาน บริสุทธิ์ และคงทนของความรักที่แม่และลูกมีให้แก่กันซึ่งดอกคาร์เนชั่นสีขาวเป็นดอกไม้โปรดของคุณแม่ของแอนนา

ส่วนประเทศอื่นๆ มีวันแม่ดังนี้
อาทิตย์ที่สองของเดือนก.พ. คือ นอร์เวย์
วันที่ 8 มีนาคม คือ บัลแกเรีย แอลเบเนีย
อาทิตย์ที่สี่ในฤดูถือบวชเลนต์ (มาเธอริง ซันเดย์) คือ สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ไอร์แลนด์

วันที่ 21 มี.ค. (วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ) คือ จอร์แดน ซีเรีย เลบานอน อียิปต์
อาทิตย์แรกของเดือนพ.ค. คือ โปรตุเกส ลิทัวเนีย สเปน แอฟริกาใต้ ฮังการี

วันที่ 8 พ.ค. คือ เกาหลีใต้ (วันผู้ปกครอง)

วันที่ 10 พ.ค. คือ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน ปากีสถาน มาเลเซีย เม็กซิโก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย โอมาน และประเทศส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้
อาทิตย์ที่สองของเดือนพ.ค. แคนาดา ไต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ตุรกี นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ บราซิล เบลเยียม เปรู ฟินแลนด์ มอลตา เยอรมนี ลัตเวีย สโลวะเกีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ออสเตรีย อิตาลี เอสโตเนีย ฮ่องกง

วันที่ 26 พ.ค. คือ โปแลนด์

วันที่ 27 พ.ค. คือ โบลิเวีย
อาทิตย์สุดท้ายของเดือนพ.ค. คือ สาธารณรัฐโดมินิกัน สวีเดน
อาทิตย์แรกของเดือนมิ.ย. หรืออาทิตย์สุดท้ายของเดือนพ.ค. คือ ฝรั่งเศส

วันที่ 15 ส.ค. (วันอัสสัมชัญ) คือ คอสตาริกา แอนต์เวิร์ป (เบลเยียม)
อาทิตย์ที่สองหรือสามของเดือนต.ค. อาร์เจนตินา

วันที่ 28 พ.ย. คือ รัสเซีย

วันที่ 8 ธ.ค. คือ ปานามา

ส่วนวันที่ 22 ธ.ค. คือ อินโดนีเซีย

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คำสอนของแม่ ..


แม่คงสอนให้ลูกฉลาดไม่ได้ ลูกต้องเรียนรู้และฉลาดด้วยไหวพริบ และกึ๋นของลูกเอง แม่อยากให้ลูกคิดและมองโลกในแง่ดี อย่าคิดว่าใต้ฟ้านี้มีแต่เรื่องทำไม่ได้ เป็นไม่ได้ หัดคิดให้เป็นบวกไว้แหละดี

แม่อยากให้ลูกหัดฝัน เมื่อไรลูกฝันเป็น ไม่ว่าจะเป็นใฝ่ฝัน หรือความฝัน ลูกจะรู้ว่าโลกนี้มันน่าอยู่เพียงไหน แม่อยากให้ลูกพูดแต่เรื่องดี พูดแต่เรื่องสวยงาม จงเป็นคนสุดท้ายที่ให้ร้ายคนอื่น และจงเป็นคนแรก ที่ให้กำลังใจ และชื่นชม

แม่อยากให้ลูกทำเรื่องแปลกๆ ลูกไม่จำเป็นต้องเดินตามชีวิตประจำวันของใคร อย่าเก็บความคิดแปลก เพียงเพราะเห็นว่ามันไม่เหมือนใคร
แม่อยากสอนให้ลูกกล้าแดด กล้าฝน เพราะภายใต้ไออุ่นของดวงอาทิตย์ ลูกจะได้รับวิตามินดี และภายใต้ฟ้าที่มีฝน มันจะทำให้ลูกร้องไห้โดยไม่มีใครเห็นน้ำตา

แม่อยากสอนให้ลูกออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อยคนเราก็ต้องเคลื่อนไหวทะมัดทะแมง ลูกได้ออกแรงเสียบ้าง ลูกจะแข็งแกร่งไม่อ่อนแอ แม่อยากให้ลูกยิ้ม และอยู่กับโลกด้วยความรัก ยิ้มอาจจะไม่ชนะทุกสิ่ง ยิ้มมากๆ อาจจะดูเหมือนคนบ้า แต่มันก็ดีกว่าหน้าบึ้งหน้างอเป็นไหนๆ

แม่อยากสอนให้ลูกรู้จักอดทน ลูกต้องเรียนรู้ว่าลูกไม่มีทางได้ทุกๆ อย่างที่ลูกหวังไว้ อดทนและอย่าได้เสียกำลังใจ อย่าท้อและขอให้เริ่มใหม่อย่างมีพลัง แม่อยากสอนให้ลูกเขย่งขาขึ้นให้สูง ไม่มีอะไรที่สูงไปกว่าสองมือเราจะเอื้อมคว้า เพียงแค่ว่าเรายืนยันที่จะไม่ยืนอยู่กับที่

แม่อยากสอนให้เจ้ามีความสุข แต่อย่าลืมทุกข์ด้วยล่ะลูก คนที่ไม่เคยมีความทุกข์ เขาสุขจริงๆ ไม่เป็นหรอกเจ้าเอย ไอคิวมันติดมาแต่บนฟ้าลูกจ๋า ไม่ฉลาดก็มีความสุขได้ไม่ต้องห่วง อย่าน้อยใจถ้าตามใครเขาไม่ทัน อย่าเสียขวัญถ้าเราช้ากว่าใครๆ อีคิวมันต้องหาเองบนโลกนี้ลูกเอ๋ย ไม่ฉลาดก็น่ารักและมีความสุขได้


"อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ลูกมีกำลังใจเป็นถุงจากแม่ ไม่ต้องกลัว"

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สถาปัตย์มหัศจรรย์! โลกตะลึง 10 ตึกประหลาด

"สถาบันสถาปัตยกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา" พยากรณ์ล่าสุดว่า ผลพวงจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำและภาคอสังหาริมทรัพย์ซบเซา จะส่งผลให้ลักษณะการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนในช่วง 2-3 ปีจากนี้ลดการออกแบบหวือหวาลงไปเพื่อประหยัดต้นทุน โดยหันไปเน้นรูปแบบเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้นิตยสารเทคโนโลยีเครื่องยนต์กลไกเล่มดัง "พ็อพพิว ลาร์เมคานิก" จึงตระเวนสรรหาตึกแปลกประหลาดพิสดาร ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ด้านสถาปัตยกรรมและแรงโน้มจากทั่วโลกมาให้ได้ยลโฉมกันบางส่วนดังนี้



(1.) 30 St. Mary Axe (30 เซนต์ แมรี่ แอ็กซ์)
ตึกระฟ้าเจ้าของสถิติอาคารสูงอันดับ 2 ในมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดทำการปี 2547 มีชื่อเล่นว่า "ตึกแตง" เพราะรูปทรงคล้ายแตง กลมมนทั้งตึก โครงสร้างเต็มไปด้วยกระจก เฉพาะภายนอกติดตั้งกระจกกินพื้นที่ 24,000 ตารางเมตร






(2.) The Egg (ดิ เอ้ก)
อาคารทรงไข่ผ่าครึ่ง ที่ตั้งศูนย์ศิลปะการแสดงเมืองอัลเบนี่ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีโรงละครอยู่ภายใน 2 โรง ความจุรวม 892 ที่นั่ง ยากที่ใครจะเลียนแบบ เพราะมีโครงสร้างรับน้ำหนักซับซ้อนมาก


(3.) Flintstone House (ฟลินต์สโตน เฮาส์) บ้านจัดสรรในเมืองเบอร์ลินเกม รัฐแคลิ ฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สร้างเลียนแบบบ้านในการ์ตูนยอดฮิตในอดีต "มนุษย์หินฟลินต์สโตน" ออกแบบโดย วิลเลียม นิโคลสัน เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน

(4.) The Crooked House (เดอะคร้กเก็ดเฮาส์)อาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจเมืองโซพอต ประเทศโปแลนด์ มองดูมีสัดส่วนบิดเบี้ยวสุดๆ ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพบ้านเรือนในหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก ตรงหลังคาออกแบบตั้งใจให้เหมือนเกล็ดมังกร

(5.) Basket Building (บาสเก็ตบิลดิ้ง) สำนักงานใหญ่บริษัทลองกาเบอร์เกอร์ เมืองนิวอาร์ก สหรัฐอเมริกา ประกอบกิจการขายตะกร้า ซึ่งก็คือที่มาของอารมณ์นึกสนุกสร้างตึกเป็นทรงตะกร้านั่นเอง

(6.) Guggenheim Museum (กุกเกนไฮม์ มิวเซียม)พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ เมืองบิลเบา ประเทศสเปน รังสรรค์โดย แฟรงก์ เกห์รี สถาปนิกชื่อดังระดับโลกชาวแคนาดา ออกแบบให้ดูสับสนวุ่นวาย มองแล้วเดาไม่ออกว่าเส้นสายโครงสร้างจะไปจบตรงไหน


(7.) Dancing House (แดนซิ่งเฮาส์)"บ้านเต้นระบำ" กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ผลงาน แฟรงก์ เกห์รี สถาปนิกแคนาดา และวลาโด มิลยูนิช เพื่อนสถาป นิก มีชื่อเล่น "จิงเจอร์แอนด์เฟร็ด" ตามที่มีการออกแบบได้แนวคิดจากท่าเต้นพลิ้วไหวคู่กันของ จิงเจอร์ โรเจอร์ส และเฟร็ด แอสแตร์ สองนักเต้นชื่อดัง


(8.) Lotus Temple (โลตัสเทมเปิ้ล)"วัดดอกบัว" หรือ "โลตัสเทมเปิ้ล" ในกรุง นิวเดลี อินเดีย หนึ่งในศาสนสถานที่มีผู้คนมาเยี่ยมเยือนมากที่สุดในอินเดีย


(9.) Cube House (คิวบ์เฮาส์)บ้านทรงลูกบาศก์เชื่อมต่อกัน 38 หลังในนครร็อตเทอร์ดัม เน เธอร์แลนด์ เกิดจากแนวคิดเวลามองหมู่แมกไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ร่วมกัน


(10.) Library of Alexandria (ไลบรารี่ ออฟ อเล็กซานเดรีย)ห้องสมุดเมือง อเล็กซานเดรีย อียิปต์ มีความสูง 11 ชั้น ลักษณะอาคารสื่อถึงภาพดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ เปรียบได้กับการเข้ามาแสวงหาเพิ่มพูนปัญญา ณ สถานที่แห่งนี้

เรื่องของสาวๆ กับ "วันนั้นของเดือน"

สำหรับสาวๆ อย่างเรา เมื่อใกล้เวลาที่ถึง "วันนั้นของเดือน" ก็เหมือนจะมีเรื่องที่ต้องทำให้กังวลใจอยู่ตลอดเวลา แถมยังมีพฤติกรรมและความรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้อีกด้วย แต่เชื่อหรือไม่ว่า เรื่องเหล่านี้แก้ไขและป้องกันได้ง่ายมาก... เพียงแค่รู้สาเหตุว่า เมื่อถึงวันนั้นของเดือน ทำไมสาวๆ จึง...

>> โมโหง่าย ขี้หงุดหงิด อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ
สาเหตุมาจากภาวะขาดน้ำตาลในเลือดซึ่งเกิดขึ้นในช่วงมีรอบเดือน วิธีแก้ไขที่ทำได้ง่ายๆ ก็คือลองกินอาหารมื้อเล็กลงแต่บ่อยครั้งขึ้น เติมพลังด้วยวิตามินบี 6 รวมทั้งหาเวลาออกกำลังกายเบาๆ อย่างเช่น การเดินหรือขี่จักรยาน เพื่อให้ระบบร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟินช่วยให้อารมณ์เบิกบานขึ้นค่ะ

>> ซึมเศร้า เหงาหงอย ขี้แย สับสน และหลงลืม
สาเหตุมาจากช่วงนั้นของเดือน ร่างกายจะมีเกลือและไขมันมากกว่าปกติ ทำให้ฮอร์โมนเจ้าอารมณ์อย่างเอสโตรเจนมีระดับเพิ่มขึ้น สาวๆ สามารถแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเลือกกินอาหารที่มีไขมันต่ำ และเพิ่มแร่ธาตุสังกะสีให้กับร่างกาย ซึ่งจะเป็นวิธีที่ช่วยลดอาการเศร้าหดหู่ได้ค่ะ

>> กังวลใจเรื่องความสะอาดและกลิ่นอับชื้น
ช่วงเวลาอันแสนอับชื้นนี้ย่อมสร้างความกังวลใจให้สาวๆ ได้อย่างแน่นอน แต่แก้ไขได้ง่ายมากๆ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นช่วยในการรักษาความสะอาดและกำจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่สกัดมาจากสมุนไพรและมี pH balance ที่มีความอ่อนโยนต่อจุดซ่อนเร้นนี้ นอกจากจะไม่ทำให้เกิดอาการแพ้แล้ว ยังช่วยรักษาความสะอาดได้ดีอีกด้วย โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวควรผ่านการตรวจสอบและทดลองมาแล้วว่าปลอดภัยจริงค่ะ


>> น็อตหลวม หมดแรง เหนื่อยง่าย
สาเหตุมาจากความแปรปรวนของฮอร์โมนเพศ สาวๆ จะต้องงดอาหารหวานจัด และที่สำคัญควรออกกำลังกายวันละประมาณ 30 นาทีเพื่อปรับสมดุล พร้อมกับเลือกรับประทานวิตามินเอหรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส เพราะจะช่วยดูแลสภาพผิวให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าเพลียนักล่ะก็ ลองหาเวลางีบ ทำสมาธิ หรือเล่นโยคะก็ยังได้ค่ะ

>> ระบบย่อยทำงานเร็วผิดปกติ หิวตลอด
สาเหตุมาจากช่วงก่อนมีรอบเดือน สารเซโรโทนินในร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความต้องการคาร์โบไฮเดรตมากกว่าปกติค่ะ ดังนั้นพี่เหมี่ยวแนะนำว่าอยากกินก็กินเลย... แต่ควรควบคุมปริมาณด้วยนะคะ เลือกกินผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยๆ และหากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อผ่อนคลาย


>> รู้สึกตัวบวม ท้องอืด และอาหารไม่ย่อย
เรียกได้ว่าเป็นอาการข้างเคียงของวันนั้นของเดือน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ สาวๆ ควรลดการบริโภคเกลือ ออกกำลังให้ได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาที เลือกกินอาหารที่มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง รวมทั้งวิตามินบี 6 และน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส หากมีอาการท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยก็ควรงดกาแฟและแอลกอฮอล์ก่อนมีรอบเดือนไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์นะ


วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คนเป็นลูกต้องอ่าน

วันเกิดเราแม่เจ็บที่สุด ก่อนที่เราจะมายืนยิ้มทำหน้าเป็นเด็กดีอย่างนี้ รู้ไหมสิบกว่าปีก่อน เป็นวันที่แสนทรมานของคุณแม่น้องๆ ยิ่งถ้านับย้อนไปอีก ตลอดเวลาเก้าเดือน คุณแม่ต้องอุ้มท้องเราทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ อย่างยากลำบาก ลองนึกภาพว่าแค่เรามีลูกแตงโมอยู่ที่ท้องตลอดเวลา จะลำบากขนาดไหน แต่การอุ้มท้องมันหนักหนากว่านั้นมาก ทั้งขนาดที่ใหญ่กว่า น้ำหนักที่มากกว่า ต้องคอยระวังทุกครั้งเวลาขยับตัว เพราะกลัวลูกน้อยจะกระทบกระเทือน อาหารเราก็แย่งแบ่งมาจากที่แม่กิน แย่งแม้กระทั่งลมหายใจ...

ดังนั้นถ้าช่วยอะไรคุณแม่เล็กๆ น้อยๆ ได้ รีบทำให้คุณแม่เลยนะครับ เพราะน้อยนิดมาก ถ้าเทียบกับความลำบากของท่าน ทั้งตอนอุ้มท้อง และตอนที่คลอดเรา รวมถึงตอนที่เฝ้าทนุถนอมเลี้ยงดูเราเสมอมา

จะมีใครรักเราเท่าคุณแม่ อาการน้อยใจเพราะถูกแม่ดุเรื่องการเรียน ดุตอนกลับถึงบ้านดึก คอยจ้ำจี้จำไชเราตลอดเวลา ลองทบทวนดูให้ดี ว่าสิ่งต่างๆ นี้ เกิดจากอะไร?


ดุเรื่องการเรียน = การอ่านหนังสือบ่อยๆ และเรียนเก่ง ล้วนเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเราทั้งนั้น คุณแม่ทุกคนล้วนเป็นห่วง และอยากเห็นลูกมีอนาคตที่ดี มีชีวิตสะดวกสบาย การเคี่ยวเข็ญเราตอนนี้ ถ้าเราทำตาม ก็จะเป็นผลดีต่ออนาคตในภายภาคหน้าแน่นอน
ดุเรื่องกลับบ้านดึก = เรามักจะคิดว่า พวกเราโตแล้วดูแลตัวเองได้ แต่คนที่เป็นห่วงเราที่สุดอย่างคนที่เป็นแม่ ลูกจะโตแค่ไหนก็ตาม ผู้เป็นแม่ก็ยังเป็นห่วง แล้วรู้สึกอยากปกป้องเสมอ เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะความรักของแม่มีปริมาณมากเท่าไร จะไม่เคยลดลงไปเลยอย่างไรล่ะ แม้ลูกจะอายุเท่าไรก็ตาม

เงินที่คุณแม่ให้ ใช้ไม่มีหมด หลายคนมีความรู้สึกว่า ทำไมเงินที่คุณแม่ให้เรามามันน้อยนิด ไม่ค่อยพอใช้เลย จะไปเที่ยว ซื้อชุดใส่ตามแฟชั่นบ้างก็ไม่ได้ งั้นพี่มิ้งชวนคิดกันให้ดีอีกครั้ง ตั้งแต่เราเกิดมาคุณแม่ต้องจ่ายทั้ง ค่าผ้าอ้อม ค่านม ค่าเสื้อผ้า พอโตขึ้นมาหน่อยก็มีค่าอาหารวันละสามมื้อ ค่าเล่าเรียน ค่าชุดนักเรียน พอตอนมัธยม ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษ ค่าดูภาพยนตร์ แล้วเราต้องพึ่งพาเงินของคุณแม่ต่อไปอีก จนกว่าจะจบปริญญาตรี ลองคิดคำนวณจำนวนเงินทั้งหมดดู ว่ามากมายแค่ไหน คิดว่าคุณแม่ให้เราน้อยเกินไปหรือครับ?

คุณแม่ไม่เคยโกรธเรา อาจเคยมีปัญหากับคุณแม่บ้าง บางครั้งที่ความเห็นไม่ตรงกัน น้องๆ อาจถือศักดิ์ศรีจนอายที่จะเข้าไปง้อคุณแม่ แต่ที่จริงแล้วคุณแม่ไม่เคยโกรธเราครับ แล้วพร้อมให้อภัยเราเสมอ อาจมีบางครั้งที่คุณแม่เหนื่อยกับการทำงานหนัก หรือปัญหาการจัดการต่างๆ จนอาจมีอารมณ์หงุดหงิดบ้าง อยากให้เราเข้าใจว่า บางทีเรื่องที่คุณแม่ปวดหัวอยู่ อาจมีเรื่องของเรารวมอยู่ด้วยก็ได้ ดังนั้นถ้าเราทำให้คุณแม่ปวดหัวทางอ้อมแล้ว ยังอยากจะมำให้คุณแม่ปวดใจทางตรงอีกเหรอ ?

อ่านเรื่องราวต่างๆ ที่ควรจะรักแม่ แล้วก็ต้องปฏิบัติต่อคุณแม่ในทุกๆ วัน คุณแม่เฝ้าคอยดูแลเรา ตอนที่เรายังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มานับสิบๆ ปี เราปฏิบัติช่วยเหลือท่านเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านั้น รักแม่ค่ะ ^^

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วิธีเยียวยา ริมฝีปากคล้ำ



มีหลายเหตุผลที่ทำให้ริมฝีปากของคุณ เปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ อย่างเช่น การดื่มชากาแฟมากเกินไป การสูบบุหรี่ การเผชิญกับแสงแดดโดยปราศจากการป้องกัน ความแห้งของผิว รวมถึงการใช้เครื่องสำอางมากเกินไปและใช้อย่างไม่ถูกวิธี ดังนั้น หากต้องการให้ริมฝีปากกลับมาดูดีได้ดังเดิม การแก้ไขควรเริ่มที่ต้นเหตุ -ไม่ว่าจะเป็นดื่มกาแฟและชาน้อยลง หยุดสูบบุหรี่อย่าทาลิปสติกมากเกินไป ระวังอย่าใช้ลิปสติกหมดอายุ มันอาจทำให้ริมฝีปากดำคล้ำมากขึ้นได้ และอย่าลืมทากันแดดที่ริมฝีปากทุกครั้งที่ต้องเผชิญแสงแดดจัดจ้า หรือใช้ลิปสติกที่ผสมสารกันแดด อีกทั้งควรทำความสะอาดลิปสติกให้หมดจดทุกคืนก่อนนอน


ในระหว่างนั้น คุณ สามารถเร่งการเยียวยาผิวคล้ำบนเรียวปาก ด้วยการขัดลอดเซลล์ผิวบนเรียวปากเป็นประจำ โดยการใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ ขัดเบาๆ และก่อนนอนทุกคืน นวดริมฝีปากด้วยส่วนผสมของน้ำมันอัลมอนด์ น้ำมะนาว และน้ำผึ้งเล็กน้อย น้ำมะนาวเป็นสารฟอกสีตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับน้ำมันอัลมอนด์ที่มีคุณสมบัติในการทำให้สีผิวจางลงได้ ขณะที่น้ำผึ้งจะช่วยเยียวยาและบำรุงผิว มันจะช่วยให้สีผิวบนเรียวปากของคุณกลับมาสดใสได้อีกครั้ง

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วิธีเลือกรองเท้าส้นสูงสำหรับวัยใส ใส่ให้สวยและถนอมสุขภาพเท้า

วิธีเลือกรองเท้าส้นสูงสำหรับวัยใส เป็นทริคใส่ให้สวยและถนอมสุขภาพเท้า
หากเอ่ยถึงแอคเซสเซอรี่เสริมบุคลิกสาวมหาลัยแล้ว 'รองเท้าส้นสูง' มักเป็นอันดับต้น ๆ ที่หลายคนจะนึกถึง และหยิบมาเป็นตัวช่วยเพิ่มความสง่า แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ ความเหมาะพอดีกับรูปเท้า ซึ่งสัปดาห์นี้มีวิธีเลือกรองเท้าส้นสูงมาฝากวัยใส ไว้เป็นทริคไปใส่ให้สวยและถนอมสุขภาพเท้ากัน
ส้นไม่สูงเกินไป เพราะสาว ๆ จะยืนในลักษณะท่าเขย่ง ต้องทรงตัวให้ตรง หากใส่นาน ๆ กล้ามเนื้อหลังจะทำงานหนักและอาจเกิดอาการปวดตามมา ดังนั้น ระหว่างวันควรเปลี่ยนใส่รองเท้าส้นเตี้ยบ้าง เพื่อพักกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ
หัวรองเท้าควรดูให้พอดี ไม่ว่าจะหัวมน หัวเหลี่ยม หรือหัวแหลม ควรมีพื้นที่ให้เท้าวางได้สบาย หากบีบรัดนิ้วเกินไป เมื่อใส่ไปนาน ๆ จะทำให้รูปนิ้วไม่ตรง บางกรณีอาจพบปัญหารองเท้ากัดเนื่องจากการเสียดสีกับผิวรองเท้าด้านใน
เลือกผิวรองเท้าด้านในที่ใส่สบาย ยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหว อาจเลือกที่มีผ้าบุหรือวัสดุรองรับแรงกระแทกบริเวณโค้งอุ้งเท้า เพื่อกระจายน้ำหนักที่ฝ่าเท้า ช่วยลดอาการปวดเมื่อย
ส่วนเทรนด์สี ส้นสูง ซีซั่นนี้ เริ่มที่ สาวผิวขาว นิยมรองเท้าทั้งโทนอ่อนและโทนสด ช่วยขับสีผิวของเท้าให้ดูขาว เรียวขาดูสว่าง ส่วนสาวผิวคล้ำ จะเน้นสไตล์และสีคลาสสิค อย่างน้ำตาล ดำ กรมท่า นอกจากนี้ รองเท้าที่มีดีไซน์แบบเรียบแต่เน้นความโดดเด่นของสีเพียงสีเดียวก็ยังเป็นที่นิยม เพราะสามารถใส่ได้หลายโอกาส

ทริคคลายเมื่อย! หลังจากใส่ส้นสูงมาทั้งวัน ลองแช่ด้วยน้ำอุ่น 10-15 นาที จากนั้นเหยียดงอนิ้วเท้า สลับกับการนวดบริเวณอุ้งเท้า จะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้.